Every Claude Code Concept Explained Like You're 10
สรุปย่อ
ประเด็นสำคัญจากวิดีโอ
- **ช่อง:** Jono Catliff · **ความยาว:** ~36 นาที · **ลิงก์:** https://www.youtube.com/watch?v=daXxItfCfR4
# สรุป: Every Claude Code Concept Explained Like You're 10 - **ช่อง:** Jono Catliff · **ความยาว:** ~36 นาที · **ลิงก์:** https://www.youtube.com/watch?v=daXxItfCfR4 ## ประเด็นหลัก - Claude Code ต่างจาก ChatGPT ตรงที่ลงมือทำงานแทนเราจริง ๆ เช่น สร้างเว็บไซต์ บล็อก หรือแดชบอร์ดทั้งอัน ไม่ใช่แค่ตอบคำถาม - IDE อย่าง VS Code / Anti-Gravity (ฟรี) และ Cursor (เสียเงิน) คือพื้นที่ทำงานที่ Claude Code อยู่ในรูปแบบ extension - Prompt ที่ดีต้องเจาะจงและให้ role กับ Claude เช่น "คุณคือนักออกแบบเว็บ" และยิ่งให้ context (ไฟล์น้ำเสียง/อารมณ์ขัน/ตัวอย่างงานเขียน) มากเท่าไหร่ ผลลัพธ์ยิ่งดีขึ้น - Permissions มีหลายระดับ ตั้งแต่ ask for edits (ถามทุกครั้ง) ไปจนถึง bypass permissions และ plan mode ที่ให้ Claude คิดวางแผนก่อนลงมือ เหมาะกับโปรเจกต์ใหญ่ - Context window คือความจำระยะสั้นของ Claude มีขีดจำกัด พอใกล้เต็มคุณภาพตกและเปลือง tokens แก้ด้วย /clear หรือ /compact - Tokens คือสกุลเงินของ Claude Code (1 token ≈ 3/4 คำ) และ input tokens คือบทสนทนาทั้งก้อนทุกข้อความ ทำให้ค่าใช้จ่ายโตแบบยกกำลังในบทสนทนายาว ๆ - Memory ทำให้ข้อมูลคงอยู่ข้ามบทสนทนา ต่างจากบทสนทนาปกติที่แยกขาดกัน - Skills คือ workflow สำเร็จรูปที่เรียกใช้ผ่าน slash command สำหรับงานที่ทำซ้ำ เช่น เขียนโพสต์ LinkedIn ทุกวัน - Hooks คือการกระทำอัตโนมัติที่ trigger ตามขั้นตอนของบทสนทนา เช่น บล็อกคำขอที่มีรหัสผ่าน หรือเปิดเสียงเตือนเมื่อ Claude ตอบกลับ - MCP servers เชื่อม Claude เข้ากับแอปต่าง ๆ (Gmail / Slack / Notion) และถ้ายังไม่มี MCP ให้ใช้ API key เก็บในไฟล์ .env เพื่อความปลอดภัย - Sub-agents เหมือนสั่งอาหารให้ครัวปรุงเบื้องหลัง (ประหยัด context) ส่วน skills เหมือนเชฟปรุงตรงหน้า (เห็นทุกขั้นตอน) และ agent teams แบ่งงานให้หลายเอเจนต์ทำขนานกันได้เร็วขึ้น - แนวคิดเสริม: extended thinking (คิดก่อนตอบ) checkpoints (ย้อนโค้ดแบบ undo) GitHub (สำรองและ deploy โค้ด) scheduled tasks (งานตามตารางเวลา) และ terminal (ใช้ Claude จากกล่องดำ) ## ความเห็นสรุป วิดีโอนี้เหมาะมากสำหรับมือใหม่ที่งงกับศัพท์และแนวคิดรอบตัว Claude Code เพราะอธิบายด้วยการเปรียบเทียบในชีวิตจริง (file system = Google Drive context window = ความจำมนุษย์ sub-agent = สั่งอาหาร) จนเข้าใจได้โดยไม่ต้องมีพื้นเทคนิคเลยครับ. ครอบคลุมแนวคิดได้ค่อนข้างครบตั้งแต่พื้นฐานจนถึงระดับกลาง แม้แต่ละหัวข้อจะลึกแค่ภาพรวม แต่ก็เพียงพอให้ผู้ชมรู้ว่าอะไรคืออะไรและไปต่อที่ไหนได้ครับ.
คำแปลเต็ม
แปลตามบทสนทนาต้นฉบับ ปรับเป็นภาษาไทยธรรมชาติ
Claude Code นั้นเรียนรู้ได้ยาก เพราะมีแนวคิดที่ต้องเข้าใจอยู่เยอะแยะครับ. แถมดูเหมือนว่าผ่านไปทุก ๆ วัน ก็จะมีแนวคิดใหม่ ๆ โผล่มาให้ต้องเข้าใจอีกเรื่อย ๆ ครับ. ในวิดีโอวันนี้เราจะมาแตกทุกอย่างออกมาให้ง่ายที่สุดเท่าที่จะทำได้ครับ. ผมจะสอนแบบเหมือนกำลังอธิบายให้เด็ก 10 ขวบฟังเลยนะครับ. เริ่มกันเดี๋ยวนี้เลยครับ.
อย่างแรกคือ Claude Code (เครื่องมือเขียนโค้ดด้วย AI ที่ลงมือทำงานแทนเราได้จริง) คืออะไร และต่างจากของอย่าง ChatGPT ยังไง? ก็คือ ChatGPT นั้นแค่คุยกับเรา แต่ Claude Code จะลงมือทำสิ่งต่าง ๆ แทนเราเองครับ. เราส่งข้อความหา Claude ว่า "เฮ้ ช่วยสร้างเว็บไซต์ให้หน่อย" แล้วมันจะสร้างเว็บไซต์ทั้งเว็บให้เราจริง ๆ ครับ. ของทั้งหมดที่เห็นอยู่นี้ก็ถูกสร้างด้วย Claude Code โดยผมเองครับ. จะให้สร้างบทความบล็อกก็ได้ หรือจะสร้างเว็บแอปพลิเคชันอย่างแดชบอร์ดที่ใช้บริหารธุรกิจทั้งหมดก็ทำได้ครับ. และสไลด์ทั้งหมดที่ผมกำลังโชว์อยู่นี้ก็สร้างด้วย Claude Code เช่นกันครับ.
เรื่องถัดไปคือ IDE (Integrated Development Environment คือโปรแกรมสภาพแวดล้อมสำหรับพัฒนาซอฟต์แวร์) และ coding workspace (พื้นที่ทำงานเขียนโค้ด) ครับ. จริง ๆ แล้วสองอย่างนี้ไม่ใช่ตัว Claude Code เอง แต่สำหรับคนส่วนใหญ่ถือเป็นเกือบจะของจำเป็นเลยถ้าจะใช้ Claude Code ครับ. เลยอยากใส่เรื่องนี้เข้ามาด้วย เพราะเป็นหนึ่งในสิ่งแรก ๆ ที่เราจะเจอตอนไปใช้ Claude Code ครับ. IDE ย่อมาจาก integrated development environment และเราไม่จำเป็นต้องรู้วิศวกรรมซอฟต์แวร์หรืออะไรทางเทคนิคเลยแม้แต่นิดเดียวครับ. นั่นแหละคือเหตุผลทั้งหมดที่เราใช้ Claude เพื่อที่เราจะได้ไม่ต้องทำอะไรทางเทคนิคเองครับ. ในตลาดมี IDE หรือ coding workspace หลัก ๆ อยู่สามตัวคือ VS Code กับ Anti-Gravity ทั้งคู่นี้ฟรี แล้วก็มี Cursor ที่เป็นแบบเสียเงินครับ. โดยพื้นฐานแล้วเราเข้าเว็บไซต์ไปดาวน์โหลดโปรแกรมเดสก์ท็อปเวอร์ชันฟรีได้เลย และอีกทีนะครับ อันนี้เป็นผลิตภัณฑ์ของ Google ครับ. พอเข้าไปข้างในเราก็จะอยู่ใน coding workspace หน้าตาแบบนี้ครับ. ส่วนจุดที่ Claude Code เข้ามาอยู่ในภาพคือมันเป็น extension (ส่วนขยาย) ที่อาศัยอยู่ข้างใน coding workspace ของเราครับ. ตรงแถบข้างซ้ายมือนี่เรากดเพิ่ม plugins (ปลั๊กอิน) แล้วค้นหาคำว่า Claude Code ได้เลย จากนั้นก็เริ่มใช้งานได้ทันทีจากใน VS Code เลยครับ.
เรื่องถัดไปคือ projects (โปรเจกต์) และ files (ไฟล์) ครับ. ไม่ว่าเมื่อไหร่ที่เราทำงานในโปรเจกต์หนึ่ง ๆ กับ Claude Code เราจะมีสิ่งที่เรียกว่า file system (ระบบไฟล์) ครับ. ให้คิดง่าย ๆ ว่าเหมือน Google Drive แต่เอาไว้ใช้กับโปรเจกต์ของเราครับ. เก็บไฟล์อะไรก็ได้ตามต้องการ จะเป็นวิดีโอ จะเป็นรูปภาพ จะเป็นไฟล์ข้อความ หรือจะมีโฟลเดอร์ไว้จัดระเบียบทุกอย่างก็ได้ครับ. แต่จุดเจ๋งคือเราจะมีหลายโปรเจกต์แยกกันอยู่ใน coding workspace ตัวเดียวกันได้ครับ. ตอนนี้ผมมีโปรเจกต์อยู่หนึ่งอันชื่อ Claude Code Concepts ครับ แล้วก็มีอีกโปรเจกต์หนึ่งชื่อ Project 2. เรากดเมนู file เลือก add to workspace ก็เพิ่ม Project 3 เข้ามาตรงนี้ได้อีกครับ. สมมติว่าเรามีลูกค้าหลายราย เราก็มีโปรเจกต์ใหม่สำหรับลูกค้าแต่ละรายภายใน workspace เดียวกัน เพื่อที่จะสลับไปมาหาลูกค้าแต่ละรายได้ แค่ส่งข้อความหา Claude เท่านั้น แล้วทุกอย่างก็เรียบร้อยเป็นระเบียบดีครับ. และแน่นอนว่าเราเพิ่มไฟล์อะไรก็ได้ลงไปในโปรเจกต์นี้ครับ.
เรื่องต่อไปคือ prompts (พรอมป์ คือข้อความที่เราพิมพ์สั่งงาน AI) ครับ. คงคุ้นเคยกันอยู่แล้ว แต่ก็คือทุกครั้งที่เราโต้ตอบกับ Claude ข้อความนั้นถือเป็น prompt ทั้งหมดครับ. พอเราเปิด Claude ด้วยปุ่ม Claude ตรงนี้ แล้วสมมติเราส่งข้อความไปว่า "เฮ้" นั่นแหละคือ prompt แล้ว Claude Code ก็จะตอบกลับมาครับ. ประเด็นสำคัญของการเขียน prompt ใน Claude Code คือต้องระบุให้เจาะจงที่สุดเท่าที่จะทำได้ และต้องให้ role (บทบาท) กับ Claude ด้วยครับ. แทนที่จะพูดว่า "เฮ้ สร้างเว็บไซต์ให้ผมหน่อย" ซึ่งจะได้ผลงาน AI กลาย ๆ ไม่มีคุณภาพ เราสามารถพูดว่า "สร้างเว็บไซต์หน้าเดียวให้ธุรกิจ DJ งานแต่งในโทรอนโต โฟกัสเรื่องการรับลีด" อะไรแบบนี้ครับ. ยิ่งให้ข้อมูลมากเท่าไหร่ มันก็ยิ่งส่งมอบผลลัพธ์ที่ตรงกับสิ่งที่เราตามหาได้ดีขึ้นเท่านั้นครับ. พอผมบอกว่าให้ role กับมัน ก็คือในกรณีนี้เราบอกว่า "เฮ้ Claude คุณคือนักออกแบบเว็บ" แล้วมันก็จะทำตัวตามตำแหน่งนั้นครับ. หรือถ้าอยากให้ช่วยเรื่องการลงทุน ก็บอกว่า "คุณเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการลงทุน" หรือเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านโซเชียลมีเดีย อะไรก็ว่าไป แล้วมันจะเข้าใจเป๊ะ ๆ ว่าควรปรับคำตอบให้เหมาะกับเรายังไงครับ.
เรื่องถัดไปคือ context (บริบท คือข้อมูลที่ Claude รู้เกี่ยวกับเราและงานของเรา) ครับ. ตอนใช้ Claude Code นั้น ความต่างระหว่างการได้คำตอบแย่ ๆ กับคำตอบดี ๆ ที่เราพอใจมาก ๆ ก็คือ context ที่เราป้อนให้ Claude Code นั่นเองครับ. ยิ่งมันรู้จักเรามาก รู้จักธุรกิจเรามาก รู้ว่าเราอยากได้ผลลัพธ์แบบไหน มันก็ยิ่งทำผลงานที่เราพอใจได้ดีขึ้นครับ. สมมติว่าเราอยากสร้างโพสต์ LinkedIn สักอันครับ. ถ้าผมแค่บอก Claude ว่า "เฮ้ ช่วยเขียนโพสต์ LinkedIn ให้หน่อย" มันจะทำงานได้แย่มากครับ. มันจะยัดอิโมจิที่เราไม่ได้อยากได้เข้ามาเพียบ น้ำเสียงจะกลาย ๆ ไม่มีบุคลิก และจะไม่เหมือนเสียงของผมเลยสักนิดครับ. แต่ผมสามารถใส่ไฟล์เกี่ยวกับอารมณ์ขันของผม น้ำเสียงของผม และคำศัพท์ที่ผมใช้ ลงไปได้ครับ. แล้วมันจะเข้าใจว่าผมชอบหยอกมุกแบบไหน และผมพูดจริง ๆ เสียงเป็นแบบไหน แล้วเขียนโพสต์ที่เหมือนผมเป๊ะ ๆ ได้เลยครับ. ในนี้เอง ตรงนี้มีโน้ตเล็ก ๆ ว่าอารมณ์ขันของ Jono เป็นแบบ dry (แห้ง ๆ) self-aware (รู้ตัวทันตัวเอง) และ observational (แบบสังเกตแล้วมาเล่า) พร้อมยกตัวอย่างว่าหน้าตาเป็นยังไงครับ. ผมบอกได้เลย Claude รู้จักอารมณ์ขันของผมดีกว่าผมรู้จักตัวเองอีกครับ. นี่ก็เป็นตัวอย่างว่าจะได้ผลลัพธ์ที่ถูกต้องจาก Claude Code ยังไง จะดึงเรื่องอารมณ์ขัน น้ำเสียง และคำศัพท์เข้ามายังไงครับ. ให้ไปหาจากพวกโพสต์ LinkedIn ของเรา หรืออีเมลที่เคยส่ง หรือที่ไหนก็ตามที่มีตัวอย่างงานเขียนของเราครับ. จะเป็น transcript ของสาย call ก็ได้ เป็น transcript วิดีโอก็ได้ครับ. เอาโพสต์ทั้งอันนั้นแปะเข้าไปใน Claude แล้วบอกว่า นี่คือตัวอย่างโพสต์ LinkedIn ช่วยดึงอารมณ์ขัน น้ำเสียง และคำศัพท์ของผมออกมา แล้วอัปเดตไฟล์ทั้งสามไฟล์ที่มีบันทึกอยู่หน่อยครับ. แล้วมันก็จะดึงข้อมูลทั้งหมดจากตรงนี้ออกมา แล้วอัปเดตไฟล์เหล่านั้นให้เราครับ.
เรื่องถัดไปคือ references (การอ้างอิงไฟล์) ครับ. ตอนทำงานใน Claude Code โปรเจกต์มักจะโตเร็วและใหญ่ขึ้นเรื่อย ๆ ครับ. ถ้าอยากอ้างอิงไฟล์ใดไฟล์หนึ่ง เช่นไฟล์ tone ตรงนี้ เราสามารถพิมพ์สัญลักษณ์ @ ลงไปได้ครับ. พอใส่สัญลักษณ์ @ แล้ว เราจะเริ่มอ้างอิงไฟล์ที่ต้องการได้เลยครับ. พิมพ์เข้าไปว่า tone.md แล้วมันก็จะอ่านไฟล์นั้นได้ เพราะเราอ้างถึงครับ. ดูได้เลยว่ามันเข้าไปอ่านไฟล์ที่ผมอ้างถึงตรง ๆ เลยครับ. อันนี้มีประโยชน์มากเป็นพิเศษถ้าเรามีหลายไฟล์ที่ชื่อเหมือนกันหรือชื่อคล้ายกันมาก ๆ ครับ. เรื่องถัดไปคือ permissions (สิทธิ์การอนุญาต) ใน Claude Code ครับ.
พอเราสื่อสารไปมากับ Claude เราสามารถกำหนดได้ว่าจะให้ Claude มีอำนาจควบคุมมากแค่ไหนครับ. และมันจะขึ้นอยู่กับปุ่มตรงนี้ครับ. นี่คือโหมดทั้งหมดที่มีครับ. ขออธิบายแบบง่ายที่สุดนะครับ และเราจะตัด plan mode (โหมดวางแผน) ออกไปก่อน แล้วคุยกันเฉพาะอีกสี่โหมดนี้ครับ. ยิ่งลงไปด้านล่างเท่าไหร่ เรายิ่งให้อำนาจ Claude ตัดสินใจด้วยตัวเองแทนเรามากขึ้นเท่านั้นครับ. เริ่มจาก ask for edits คือทุกครั้งที่ Claude จะทำอะไรสักอย่าง เช่น แก้ไขไฟล์ หรือเชื่อมต่อเข้าแอปพลิเคชันภายนอก (เดี๋ยวค่อยคุยกันที่หลัง) มันจะขออนุญาตเราก่อนครับ. ถัดลงมาคือ accept edits ครับ สิ่งที่เกิดขึ้นคือมันจะแก้ไขไฟล์ในโครงสร้างไฟล์ของเราอัตโนมัติ แต่ทุกครั้งที่ทำอะไรที่อยู่นอกเหนือจากการแก้ไฟล์พวกนี้ เช่น การเชื่อมต่อเข้า Gmail หรือเชื่อมเข้าแอปพลิเคชันภายนอก อะไรแบบนี้ มันจะขออนุญาตเราครับ. ส่วน auto mode จะขออนุญาตเฉพาะเมื่อมันคิดว่ากำลังจะทำบางอย่างที่อันตรายครับ. และ bypass permissions อยู่ล่างสุดตรงนี้ คือมันจะทำทุกอย่างแทนเราเองเลย บางทีมันอาจพลาดและเขียนทับสิ่งที่เราไม่ได้อยากให้เขียนทับ แต่ก็เร็วขึ้นเยอะครับ. และ plan mode ตรงนี้ ข้อแตกต่างคือมันจะคิดก่อนแล้วค่อยลงมือทำทีหลังครับ. มันจะสร้างแผนทั้งหมดให้เรา พอเราอนุมัติแผนนั้นแล้วพอใจแล้ว และมันได้คิดไตร่ตรองถึงทางเลือกต่าง ๆ ทั้งหมดแล้ว มันถึงจะเริ่มสร้างของจริงครับ. ดังนั้นเวลาจะสร้างโปรเจกต์ใหญ่ ๆ มักแนะนำให้เริ่มด้วย plan mode ก่อน แล้วค่อยสลับไปอีกสี่โหมดที่เหลือหลังจากวางแผนเสร็จครับ.
เรื่องถัดไปคือ tools (เครื่องมือ) ใน Claude Code ครับ. และนี่คือส่วน "มือ" ของ Claude ที่ทำให้มันลงมือทำสิ่งต่าง ๆ แทนเราได้ครับ. ลองดูบทสนทนาตรงนี้ จะเห็นว่า Claude ได้อ่านไฟล์หนึ่ง ๆ ออกมา แล้วก็ทำอะไรบางอย่างที่เรียกว่า web fetch (การดึงข้อมูลจากเว็บ) ครับ. คือมันเข้าไปที่ URL นี้จริง ๆ แล้วอ่านเอกสารหน้านี้ครับ. จากนั้นมันไปดึงผลการค้นหาจากเว็บ แล้วอ่านหน้านั้นด้วย เข้าใจว่ามีอะไรกันว่าไป แล้วเขียนบทความที่เห็นตรงนี้ออกมา ชื่อไฟล์ว่า textstack.md ครับ. นี่แหละครับ Claude กำลังลงมือทำสิ่งต่าง ๆ แทนเรา และนี่คือ tools ที่มันเข้าถึงได้ครับ. ทั้งหมดนี้มาพร้อมกับตัวโปรแกรม ไม่ต้องตั้งค่าอะไรเลย มันมีความสามารถอ่านไฟล์ หาไฟล์จากชื่อซึ่งเรียกว่า glob มี grep (ค้นหาข้อความภายในไฟล์) เขียนและแก้ไขไฟล์ รันคำสั่ง bash (ซึ่งเดี๋ยวค่อยคุยกันอีกที) ค้นหา URL และค้นหาบน Google เป็นต้นครับ.
เรื่องถัดไปคือ context window (หน้าต่างบริบท คือความจำระยะสั้นของ Claude) ใน Claude Code ครับ. ลองเปิดดูบทสนทนาใดบทสนทนาหนึ่ง ทุกอย่างที่เกิดขึ้นตรงนี้คือ context window ครับ. ยิ่งเราส่งข้อความเข้าไปเยอะ Claude ก็ยิ่งต้องจำมากขึ้นครับ. และ Claude มีขีดจำกัดความจำเหมือนที่มนุษย์มีกันครับ. สมมติเราคุยกันมา 10 ปี เราก็คงจำทั้ง 10 ปีไม่ได้ อาจจำได้แค่ไม่กี่ชั่วโมงล่าสุดใช่ไหมครับ. Claude ก็คล้าย ๆ กันครับ. มันจำได้ไม่หมดว่าเราพูดอะไรไว้เมื่อ 10 ปีก่อน มันเข้าใจได้ในความยาวจำกัดเท่านั้น พอเกินนั้นไปมันจะเต็ม คุณภาพจะตกลง แล้วเราต้องรีเซ็ตบทสนทนา (เดี๋ยวค่อยพูดถึงตอนท้ายวิดีโอครับ) ครับ.
เรื่องถัดไปคือไฟล์ claude.md ซึ่งเป็นคำสั่งที่เราบอก Claude ให้ทำตัวตามที่เราต้องการครับ. การเปรียบเทียบที่ดีคือการจ้างพนักงานใหม่มาหนึ่งคน เราต้องฝึกเขาให้รู้ว่างานคืออะไรและทำยังไงให้ถูกต้องครับ. ไฟล์ claude.md ก็เหมือนกันครับ. มันคือไฟล์คำสั่งที่เราให้กับ Claude เพื่อบอกว่าควรทำตัวยังไง ควรทำอะไร และไม่ควรทำอะไรครับ. สมมติว่าเรากำลังเขียนโพสต์ LinkedIn อีกครั้งนะครับ กฎข้อหนึ่งที่มีได้คือ "เฮ้ อย่าให้ผมเผยแพร่โพสต์ LinkedIn จนกว่าจะผ่านเกณฑ์ 9 เต็ม 10 นะ ผมไม่อยากส่งของ 5 เต็ม 10 หรือ 6 เต็ม 10 ออกไป ต้องได้อย่างน้อย 9 เต็ม 10" ครับ. อีกกฎหนึ่งคือ "ก่อนจะสร้างไฟล์ให้เช็คก่อนว่ายังไม่มีไฟล์นั้นอยู่" ครับ. ตัวอย่างเช่น เราไม่อยากให้ไฟล์อารมณ์ขันหรือไฟล์น้ำเสียงถูกสร้างซ้ำ ให้สร้างไฟล์นั้นเฉพาะถ้ายังไม่มีอยู่ครับ. คร่าว ๆ นี่แหละครับไฟล์ claude.md หน้าที่มันคือสอน Claude ว่าควรทำตัวยังไงครับ.
เรื่องถัดไปคือ models (โมเดล) ใน Claude Code ครับ. โดยทั่วไปเรามีโมเดลให้เลือกสามตัวคือ Haiku กับ Sonnet และ Opus ครับ. ใน Claude Code ผมจะขยับหน้าต่างนี้ออกไปหน่อยให้เห็นชัด ๆ นะครับ. ถ้ากด slash command (คำสั่งเริ่มด้วยเครื่องหมายทับ) ตรงล่างนี้ เราสามารถสลับโมเดลได้ และมีให้เลือกคือ Sonnet กับ Haiku และค่าเริ่มต้นตรงนี้คือ Opus 4.7 ครับ. ยิ่งขึ้นไปด้านบนโมเดลยิ่งเก่งขึ้นครับ. Opus แรงสุด Haiku อ่อนสุด และ Sonnet อยู่กลาง ๆ ครับ. แต่ความต่างคือ Haiku เร็วและถูก หมายความว่าเราจะกินโควตาการใช้งาน Claude น้อยกว่ามากตอนใช้ Haiku ครับ. ทุกครั้งที่ใช้ Claude (เดี๋ยวค่อยคุยกันทีหลัง) เรามีลิมิตต่อเซสชัน ลิมิตรายสัปดาห์ ลิมิตต่อโมเดล อะไรแบบนี้ครับ. Opus จะเผาโควตาพวกนี้เร็วมาก Haiku เผาช้ากว่าเยอะ และ Sonnet อยู่กลาง ๆ ครับ. แน่นอนว่ามันมี trade-off (การแลกเปลี่ยน) ระหว่างราคากับพลังครับ.
เรื่องถัดไปคือ tokens (โทเคน) ซึ่งก็คือหน่วยสกุลเงินที่ Claude Code ใช้ครับ. ถ้ากลับไปดูหน้า usage ตรงนี้ เรามีลิมิตแยกตามเซสชัน ตามสัปดาห์ ต่อโมเดลทั้งหมด ต่อ Claude design ไปเรื่อย ๆ ครับ. และสกุลเงินที่ใช้เติมลิมิตพวกนั้นคือ tokens ครับ. และมันสะสมเร็วมากครับ. นิยามของ token คือประมาณ 3/4 ของหนึ่งคำครับ. ลองดูวลีตรงนี้เป็นตัวอย่างนะครับ "Build me a landing page for a wedding DJ" อันนี้กิน 10 tokens ครับ. แต่ละ token แทนด้วยสีต่างกันครับ. คำว่า build ตรงนี้เป็นหนึ่ง token ครับ. แล้วคำว่า me กินอีกหนึ่ง token คำว่า a อีกหนึ่ง แล้วก็ landing กับ page ไปเรื่อย ๆ ครับ. นี่คือ tokens ที่เราใช้ตอนส่งข้อความออกไปครับ. ตอนนี้เราอาจคิดว่า โอเค 10 tokens เนี่ยนะ ไม่แพงสักหน่อย ไม่เป็นไรหรอกครับ. แต่ปัญหาจริง ๆ ไม่ได้อยู่ที่ข้อความเดี่ยว ๆ ที่เราส่ง แต่ใหญ่กว่านั้นคือทุกครั้งที่เราโต้ตอบกับ Claude Code ตรงนี้ มีสองอย่างคือ input tokens กับ output tokens (โทเคนขาเข้าและขาออก) ครับ. และความหมายคือ input tokens คือบทสนทนาทั้งก้อนครับ.
สมมติว่าเราเพิ่งคุยกันมายาว ๆ สองชั่วโมงเต็ม ๆ ไปมากับ Claude ทั้งบทสนทนานั้นถือเป็น input tokens ที่เรายังเผาอยู่ครับ. และตอนที่มันตอบกลับมา นั่นก็นับเป็น tokens ด้วยเช่นกันครับ. ข้อความแต่ละข้อความเดี่ยว ๆ จริง ๆ แล้วไม่แพงเท่าไหร่ครับ. แต่พอมันไปถึง 200 ข้อความ จู่ ๆ เราต้องจำไม่ใช่แค่ข้อความเดี่ยวตรงนั้น แต่ต้องจำ 200 ข้อความล่าสุดเป็น tokens ด้วยครับ. และนี่คือเหตุผลที่มันเป็นกราฟแบบยกกำลัง เพราะยิ่งบทสนทนายาว ขึ้น tokens กับหน่วยความจำยิ่งบานปลายครับ. พอมาถึงช่วงท้าย ๆ มันบานได้เร็วมาก และนั่นคือเขตอันตรายที่ tokens หรือเครดิตของเราอาจระเบิดขึ้งมาก็ได้ครับ. แล้วเราก็หมดโควตาเซสชันปัจจุบันหรือลิมิตรายสัปดาห์ก็เป็นได้ ก่อนที่เราจะรู้ตัวครับ. ทางแก้คือรีเซ็ตบทสนทนาครับ.
และวิธีที่เราทำสิ่งนั้นได้ พร้อมกับอีกหลาย ๆ อย่าง คือผ่าน slash commands (คำสั่งเริ่มด้วยเครื่องหมายทับ) ครับ. ใน Claude Code ถ้าพิมพ์เครื่องหมาย / ตรงนี้ เราจะเข้าถึงคำสั่งเยอะแยะมากมายครับ. หนึ่งในนั้นคือพิมพ์ว่า context ครับ (รู้สึกเหมือนผมกำลังตะโกนใส่ Claude Code ที่พิมพ์เป็นตัวหนังสือใหญ่ทั้งหมดอยู่ตรงนี้เลย) แต่พอพิมพ์ context มันจะบอกเราว่าบทสนทนาปัจจุบันใช้ context ไปเท่าไหร่แล้วครับ. จำไว้นะครับ มันมีความจำที่กำหนดไว้ล่วงหน้าเท่านั้น จำ 10 ปีไม่ได้ จำได้แค่ประมาณหนึ่งถึงสองชั่วโมงครับ. และคำสั่งนี้จะบอกว่าความจำนั้นเต็มแค่ไหนแล้วครับ. ยิ่งเลขนี้สูงขึ้นเท่าไหร่ เรายิ่งใช้เงินมากขึ้นเท่านั้นครับ. อีกทางเลือกคือพิมพ์ /clear ครับ. และสิ่งที่มันทำคือรีเซ็ตบทสนทนาเพื่อที่เราจะได้ไม่เผาเงินในเครดิตครับ. เรื่องนี้สำคัญจริง ๆ นะครับ เพราะหลายคนเผาเครดิตหมดแล้วโดนล็อคไปทั้งอาทิตย์ครับ. และแน่นอนว่าเราไม่อยากให้เกิดกับตัวเองแน่นอนครับ. มี slash commands อื่น ๆ อีกเยอะแยะที่ใช้ได้เช่นกัน แต่พวกนี้คือกลุ่มหลัก ๆ ที่ผมชอบใช้ครับ. เดี๋ยวเราจะคุยเรื่อง slash commands เพิ่มเติมอีกทีตอนท้ายครับ.
เรื่องถัดไปคือ memory (หน่วยความจำถาวร) ใน Claude Code ครับ. ขออธิบายให้ชัดที่สุดนะครับ. มองขึ้นไปด้านบนตรงนี้ เราเปิดบทสนทนาไว้หลายบทพร้อมกัน ตรงนี้เห็นอยู่สี่บทครับ. ปัญหาคือบทสนทนาพวกนี้แยกขาดจากกันครับ. ถ้าผมพูดอะไรในบทสนทนา A บทสนทนา C จะไม่รู้ว่าผมพูดอะไรครับ. มันไม่ได้คงอยู่ข้ามบทสนทนาต่าง ๆ ครับ. ดังนั้นทุกบทสนทนาเราต้องเริ่มจากศูนย์ใหม่ทั้งหมดครับ. แต่ memory เป็นวิธีที่เราบันทึกข้อมูลซึ่งจะคงอยู่ตลอดทุกบทสนทนาเหล่านั้นครับ. ตัวอย่างเช่น ผมพิมพ์ว่าอัปเดต system memory ด้วยอาหารโปรดของผม ซึ่งก็คือซูชิครับ. แล้วพอไปหน้าต่างแชทถัดไป ผมถามว่า "เฮ้ อาหารโปรดของผมคืออะไร" แล้วมันจะจำได้ว่าคือซูชิครับ. เราสามารถบันทึกสิ่งต่าง ๆ เกี่ยวกับตัวเอง เกี่ยวกับธุรกิจ เกี่ยวกับสไตล์การเขียนที่เราชอบ อะไรก็ว่าไป แล้วมันจะคงอยู่กับทุก ๆ บทสนทนาที่เรามีกับ Claude Code ครับ.
แนวคิดถัดไปเรียกว่า compacting (การย่อบทสนทนา) ซึ่งช่วยให้บทสนทนายาว ๆ ของเราคงความคมชัดไว้ได้ครับ. นี่เป็น slash command ตัวหนึ่ง และอย่างที่เราคุยกันไปก่อนหน้านี้ ทุกแชทมี context window ของตัวเองครับ. พอมันถึง 100% Claude จะบีบอัดบทสนทนานั้นอัตโนมัติครับ. วิธีทำคือมันเอาบทสนทนาทั้งก้อนมาสรุปย่อ ซึ่งก็เท่ากับรีเซ็ต context window ของเรานั่นแหละครับ. เราจะรอให้ Claude ทำเองก็ได้ หรือจะทำเองด้วยการพิมพ์ /compact แล้วมันจะบีบอัดทั้งบทสนทนาลงครับ. ประโยชน์ของการทำเองคือเมื่อ context ของเราเต็มประมาณ 50% Claude จะเริ่มลืมสิ่งต่าง ๆ จริง ๆ แล้วเราก็เริ่มใช้เงินเยอะขึ้นมากผ่าน tokens ด้วยครับ.
เรื่องถัดไปคือ skills (สกิล คือชุดคำสั่งสำเร็จรูป) ใน Claude Code และนี่คือสิ่งที่ผมใช้เยอะที่สุดใน Claude เลยครับ. มันคือคำสั่งที่เขียนเตรียมไว้ล่วงหน้าสำหรับทำงานต่าง ๆ ให้เสร็จครับ. ตัวอย่างหนึ่งคือการสร้างโพสต์ LinkedIn แต่ความจริงคืออะไรก็ตามที่เราทำซ้ำสองครั้งขึ้นไป เราสามารถเปลี่ยนเป็น skill แล้วให้ Claude Code ทำอัตโนมัติได้ครับ. ผมชอบคิดว่ามันเหมือน workflow (ขั้นตอนการทำงาน) แบบเรียกใช้เมื่อไหร่ก็ได้ครับ. ผมพยายามสร้างโพสต์ LinkedIn ทุก ๆ วันครับ. Claude Code เขียนดราฟแรกให้ผม และมันออกมาดีมากเพราะผมได้บอก Claude ไว้แล้วว่าโพสต์ที่ดีหน้าตาเป็นยังไง แล้วมันก็จำลองแบบนั้นได้ทุกครั้งเลยครับ. ตอนนี้ผมแค่เข้าไปใน Claude แล้วบอกว่า "เฮ้ เขียนโพสต์ LinkedIn ให้ผมหน่อย" มันจะดึงน้ำเสียง อารมณ์ขัน เสียงของผม ตัวอย่างโพสต์ LinkedIn ที่ดี ๆ และอื่น ๆ เข้ามา แล้วสร้างโพสต์ให้ผมครับ. นี่คือหน้าตาจริง ๆ ใน Claude Code ครับ. ที่ผมบอกว่า on demand (เรียกใช้เมื่อไหร่ก็ได้) ผมหมายถึงตรงตัวเลยว่าผมพิมพ์ slash command ตรงนี้ใน Claude ว่า /linkedin แล้วเรียก Claude มาสร้างโพสต์ LinkedIn ได้ทันทีที่ต้องการครับ. และ skills พวกนี้สร้างได้ง่าย ๆ ใน Claude เลยครับ. เปิดบทสนทนาใหม่แล้วบอกว่า "ช่วยสร้าง skill สำหรับโพสต์ LinkedIn ให้หน่อย" แล้วมันก็จะทำให้ครับ. และเมื่อเราใช้ skills เหล่านี้ไปเรื่อย ๆ มันจะไม่สมบูรณ์แบบจากครั้งแรก แต่เราค่อย ๆ ปรับปรุงมันทีละนิดจนกลายเป็นสิ่งที่เราอยากได้ครับ.
หัวข้อถัดไปใน Claude Code เรียกว่า hooks (ฮุก คือการกระทำอัตโนมัติที่ทำงานตามช่วงเวลาในบทสนทนา) และนี่คือการกระทำอัตโนมัติที่เราให้ Claude Code ทำในบางขั้นตอนระหว่างบทสนทนาครับ. ลองนึกถึงบทสนทนาแบบดั้งเดิมใน Claude Code ซึ่งมีหลายขั้นตอนครับ. เราเริ่มบทสนทนาและจบบทสนทนา แล้วมีบางอย่างเกิดขึ้นระหว่างนั้น เช่น เราส่งข้อความ Claude ตอบข้อความกลับ ไปเรื่อย ๆ ครับ. เราสามารถตั้ง task (งาน) หรือ action (การกระทำ) ให้เกิดขึ้นในขั้นตอนใดก็ได้เหล่านั้นครับ. ตัวอย่างเช่น ผมสามารถกำหนดว่า "ถ้าผมพูดคำว่า pizza ตอนต้นบทสนทนา อย่าตอบกลับ บล็อกคำขอนั้นเลย" ครับ. ทดสอบด้วยการพิมพ์คำว่า pizza แล้วบทสนทนาจะหยุดนิ่งไปเลย ไม่มีอะไรเกิดขึ้น มันจะไม่ตอบกลับเลยครับ. แล้วผมพิมพ์ว่า "เฮ้" บทสนทนาก็กลับมาปกติครับ. แล้วพิมพ์ "Pizza" อีกครั้ง ก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้นอีก ไปเรื่อย ๆ แบบนี้ครับ. ตัวอย่างการใช้งานที่ดีกว่าคือ "อย่าอัปโหลดข้อมูลของผมขึ้นออนไลน์ถ้าคิดว่าผมกำลังเปิดเผยรหัสผ่านหรือ secret keys (กุญแจลับ) ที่ผมไม่ต้องการเปิดเผย" ครับ. นี่ก็เป็นอีกตัวอย่างหนึ่งครับ. และเพื่อจบเรื่อง hooks เรายังใส่บางอย่างตอนจบบทสนทนาตอนที่ Claude ตอบเราได้ด้วยครับ. เช่น เราบอกให้มันส่งเสียงครับ. และเสียงที่เพิ่งได้ยินก็คือ hook นั่นเองครับ. เราเข้าไปใน Claude บอกว่า "ช่วยสร้าง hook ให้ผมหน่อยครับ ที่ส่งเสียงทุกครั้งที่คุณตอบกลับ" แล้วมันก็จะสร้างให้เลยครับ. มันง่ายเท่านี้จริง ๆ ครับ.
เรื่องถัดไปคือ MCP servers ใน Claude Code ครับ. MCP ย่อมาจาก Model Context Protocol (โปรโตคอลเชื่อมต่อแอปกับโมเดล AI) ครับ.
มันคือวิธีเชื่อมต่อ Claude Code เข้ากับแอปพลิเคชันที่เราชื่นชอบทั้งหมด อย่าง Airtable กับ Slack และ Gmail กับ Google Drive และ Notion ไปเรื่อย ๆ ครับ. วิธีตั้งค่าคือเข้าไปที่ claude.ai/settings แล้วมาที่แท็บ connectors (ตัวเชื่อมต่อ) ตรงนี้ แล้วเราจะเลือกดูได้จากแอปนับร้อยตัวให้เชื่อมเข้า Claude Code ครับ. พอเชื่อมต่อเสร็จก็พร้อมใช้งานได้เลยครับ. เราสามารถกด configure ตรงนี้ด้วยได้ครับ แล้วเปลี่ยน permissions (สิทธิ์) ที่ Claude มีได้ครับ. ถ้าเราไม่อยากให้ Claude เขียนหรือลบอีเมลได้ เราสามารถตั้งเป็น needs approval (ต้องขออนุญาตก่อน) หรือ blocked (บล็อก) แล้วมันจะทำการกระทำเหล่านั้นอัตโนมัติไม่ได้ครับ. ตัวอย่างเช่น เราเชื่อมเข้า Gmail แล้วทุกฉบับที่เข้ามา ระบบจะติดป้ายกำกับอัตโนมัติเป็น miscellaneous (เบ็ดเตล็ด) หรือ personal (ส่วนตัว) หรือ website (เว็บไซต์) อะไรก็ว่าไปครับ.
เรื่องถัดไปคือ APIs (Application Programming Interfaces คือช่องทางให้โปรแกรมคุยกันเอง) ซึ่งเป็นอีกวิธีที่เราเชื่อม Claude เข้ากับแอปพลิเคชันที่เราชอบทั้งหมดได้ครับ. ผลลัพธ์มันคล้าย MCP มากครับ. ความต่างคือ MCP เป็นของใหม่ ไม่มีอยู่เมื่อ 5 ปีก่อน และมันทำให้ AI agents (เอเจนต์ AI) เชื่อมต่อเข้าแอปโปรดของเราได้ง่ายโดยเฉพาะครับ. ปัญหาคือ MCP ยังใหม่ และยังไม่ใช่ทุกแอปพลิเคชันที่มีตัวเชื่อมเข้า Claude Code แต่เราก็ยังเชื่อม Claude เข้ากับแอปโปรดอื่น ๆ ทั้งหมดได้ แม้จะยังไม่มี MCP server ก็ตาม โดยผ่าน APIs ครับ. ในทางปฏิบัติ สิ่งที่เราต้องทำมีแค่บอก Claude ให้เชื่อมต่อแอปพลิเคชันเข้ามาครับ. ในอุดมคติให้เริ่มจาก MCP ก่อน และถ้าไม่มี MCP เมื่อไหร่ ค่อยใช้ API key (กุญแจ API) เป็นตัวสำรองครับ. นี่คือวิธีที่แอปพลิเคชันสื่อสารกันมาหลายสิบปีก่อนที่ MCP servers จะมีอยู่จริงครับ. สิ่งเดียวที่เราต้องมีคือรหัสผ่านเพื่อยืนยันว่าเราเป็นใครตามที่อ้างครับ. สมมติผมล็อกอินเข้า Gmail ตรงนี้ มันจะขอรหัสผ่านเพื่อยืนยันตัวตนครับ. คล้ายกันมาก ๆ การเชื่อม Claude ผ่าน API เข้ากับแอปพลิเคชันภายนอก เราต้องมีรหัสผ่านเพื่อยืนยันตัวตนเช่นกันครับ. และเราควรเก็บรหัสผ่านนั้นไว้ในสิ่งที่เรียกว่าไฟล์ .env ครับ. นี่คือที่ที่ secret keys ทั้งหมดควรอยู่ หน้าตาประมาณนี้ครับ. เหตุผลที่ต้องเก็บไว้ตรงนี้คือเพื่อความปลอดภัย เพื่อว่าพอเรา deploy (ปล่อย) โปรเจกต์ขึ้นออนไลน์จริง จะได้ไม่มีช่องโหว่ด้านความปลอดภัยครับ.
แนวคิดถัดไปคือ sub-agents (ซับเอเจนต์ คือผู้เชี่ยวชาญที่ตั้งค่าไว้ล่วงหน้าแล้ว) ใน Claude Code ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญที่กำหนดค่าเตรียมไว้แล้วที่เรานำกลับมาใช้ซ้ำได้ครับ. แนวคิดคล้าย skills มากครับ. ความต่างระหว่างสองอย่างนี้ ผมจะใช้การเปรียบเทียบนะครับ ลองนึกภาพว่าเราไปร้านอาหารครับ. กับ sub-agent ให้คิดว่าเราสั่งอาหาร แล้วอาหารถูกปรุงเสร็จในครัว แล้วค่อยเสิร์ฟกลับมาให้เราครับ. เราสั่ง เราได้อาหารกลับมา แต่ทุกอย่างตรงกลางเราไม่ได้เห็นกระบวนการเลยครับ. ส่วน skills ก็เหมือนเราสั่งอาหาร แล้วเชฟปรุงให้ตรงโต๊ะหน้าเราเลยครับ. เราเห็นทั้งกระบวนการ เข้าใจทุกอย่างที่เกิดขึ้น ซักถามหรือขอให้ทำบางอย่างได้ แล้วได้อาหารมาตรงหน้าครับ. ประโยชน์ของ sub-agent คือมันเป็นระบบปิดที่ครบในตัว และควรใช้ context ในบทสนทนานั้นน้อยกว่าครับ. ประโยชน์ของ skills คือมันอยู่ในแชทของเรา แล้วเราได้ดูทุกขั้นตอนครับ. ตัวอย่างเช่น ผมสามารถพูดว่า "อ่าน agent ตัวนี้หน่อย" ครับ แล้วเราจะเห็น agents ของเราอยู่ในโฟลเดอร์ตรงนี้ แล้วบอกให้สรุปภาพรวมโปรเจกต์นี้ให้หน่อยครับ. มันจะหา agent ตัวนั้น ทำงานนั้น แล้วส่งผลลัพธ์กลับมาให้เราครับ. อนึ่ง โครงสร้างไฟล์ตรงนี้เป็นแค่ boilerplate (โครงหลักตัวอย่าง) ครับ. เราไม่ต้อง memorize อะไรเลย แค่ขอให้ Claude สร้าง agent ให้ แล้วมันจะสร้างโครงสร้างไฟล์นี้ให้อัตโนมัติเองครับ.
เรื่องถัดไปคือ agent teams (ทีมเอเจนต์) ใน Claude Code ครับ. วิธีดั้งเดิมที่ Claude ทำงานคือเราส่ง prompt เช่น "สร้างเว็บไซต์ห้าหน้าให้ผม" ครับ. มันรับ task นั้นแล้วสร้างหน้าแรก แล้วหน้าที่สอง แล้วหน้าที่สาม ไปเรื่อย ๆ ครับ. นี่คือแบบ sequential (เรียงลำดับทีละอย่าง) ครับ. หน้าที่สามจะไม่เริ่มจนกว่าหน้าที่สองเสร็จ และหน้าสองจะไม่เริ่มจนกว่าหน้าแรกเสร็จครับ. หมายความว่ามันช้ามากครับ. กับ agent teams สิ่งที่เกิดขึ้นคือมี manager agent (เอเจนต์ผู้จัดการ) ที่มอบหมายงานให้ employee agents (เอเจนต์ลูกน้อง) ครับ. พูดคือถ้าเราสร้างเว็บไซต์ที่มีห้าหน้า เอเจนต์ลูกน้องตัวหนึ่งได้รับมอบหมายหน้าแรก อีกตัวได้หน้าที่สอง และตัวที่สามได้หน้าที่สาม ไปเรื่อย ๆ ครับ. หมายความว่ามันเร็วกว่าเพราะไม่ใช่แบบเรียงลำดับครับ. เราไม่ต้องรอแต่ละขั้นเสร็จ มันทำทุกขั้นพร้อมกันครับ. มันแยก context ออกจากกัน ซึ่งแปลว่าเรายังได้ผลลัพธ์ดีขึ้นด้วยครับ. ไม่ใช่เอเจนต์เดียวทำทุกอย่าง แต่เป็นสามเอเจนต์ที่เชี่ยวชาญบทบาทใดบทบาทหนึ่งแล้วทำบทบาทนั้นครับ. เราจึงได้ผลลัพธ์ดีขึ้นโดยรวมครับ. ใน Claude หน้าตามันก็ประมาณนี้ครับ. เราพูดว่า "เปิด parallel agents (เอเจนต์ขนาน) ให้ผมหน่อย" แล้วมันก็ทำงานได้ทันทีครับ. ไม่ต้องตั้งค่าหรือติดตั้งอะไรล่วงหน้าเลย แค่พิมพ์ว่า "build parallel agents" แล้วดูตรงนี้ได้เลยว่า Claude มอบหมายความรับผิดชอบให้เอเจนต์แยกกันสามตัว ตัวหนึ่งทำหน้าแรก หน้า about และหน้า contact ครับ.
เรื่องถัดไปคือ plugins (ปลั๊กอิน) ใน Claude Code ซึ่งก็คือ skills ที่เราไม่ต้องสร้างเองครับ. ถ้าจำได้ เราเคยคุยเรื่อง skills อย่างการสร้างโพสต์ LinkedIn ครับ. ปัญหาคือเราต้องพัฒนา skill เองครับ. ต้องบอกมันว่าเราอยากได้อะไร และไม่อยากได้อะไรครับ. แต่ plugin คือคนอื่นสร้างให้เราแล้วครับ. เขาปรับจนสมบูรณ์แล้ว แล้วเราก็แค่ใช้ผลงานสำเร็จรูปของเขาครับ. ใน Claude Code เราพิมพ์ /plugins แล้วจะเข้าถึงปลั๊กอินนับร้อยตัวที่คนอื่น ๆ สร้างไว้ ซึ่งใช้ได้ทันทีครับ. ตัวอย่างที่ดีคือ plugin ด้าน front-end design (ออกแบบหน้าเว็บ) ตัวนี้ ที่ทำให้เราสร้างเว็บไซต์สวย ๆ ได้ทันทีใช้ทันทีครับ.
แนวคิดถัดไปคือ browser automation (ระบบควบคุมเบราว์เซอร์อัตโนมัติ) ซึ่งทำให้ Claude ควบคุมอินเทอร์เน็ตหรือเบราว์เซอร์ของเราได้เหมือนที่มนุษย์ใช้ครับ. ตอนนี้ผมไม่ได้แตะคอมพิวเตอร์เลยจริง ๆ ครับ แต่เห็นได้ว่า Claude รับช่วงควบคุมคอมของผมแล้วครับ. มันล็อกอินเข้าแอปพลิเคชันเองอัตโนมัติ แล้วดาวน์โหลดใบแจ้งหนี้ของผม แล้วจะอัปโหลดเข้าโปรแกรมบัญชีของผมครับ. มันทำอย่างนี้ให้ผมเดือนละครั้ง เพื่อที่ผมจะได้ไม่ต้องทำของแบบนี้เองครับ. อันนี้ต่างจากการที่ Claude แค่ค้นหาเว็บไซต์ให้เรานะครับ มันลงมือทำสิ่งต่าง ๆ ในเบราว์เซอร์แทนเราจริง ๆ ครับ. วิธีทำคือเข้าไปที่ plugin store อีกครั้งแล้วดาวน์โหลด Playwright ครับ. และ Playwright คือโค้ดประเภทหนึ่งที่เชี่ยวชาญเรื่อง browser automation โดยเฉพาะครับ.
พอติดตั้งเสร็จเราก็แค่บอก Claude ว่าอยากให้ทำอะไรครับ. มันจะรับช่วงควบคุมอินเทอร์เน็ตของเราแล้วทำงานนั้นให้อัตโนมัติครับ.
แนวคิดถัดไปคือ extended thinking (โหมดคิดยาว) ใน Claude Code ครับ. ฟีเจอร์นี้ให้ Claude มีความสามารถในการใช้เหตุผลก่อนลงมือทำครับ. เรามีสองโหมดคือ fast mode (โหมดเร็ว) กับ extended thinking ครับ. ใน fast mode เราอาจได้คำตอบกลับมาเร็วมาก ๆ แต่คำตอบอาจจะไม่ได้ถูกคิดมาอย่างดีเท่ากับการให้เวลามันคิดว่าควรตอบคำถามเราแบบไหนถึงจะดีที่สุดครับ. เมื่อเปิด extended thinking ไว้ มันจะกำหนดปัญหา พิจารณาแนวทางต่าง ๆ เลือกอันที่ดีที่สุด ตรวจสอบ แล้วค่อยให้คำตอบที่คิดมาอย่างรอบคอบครับ. วิธีเปิดคือกด slash command ตรงล่างนี้ แล้วเปิด thinking ตรงนี้ได้เลยโดยสลับ toggle เปิดครับ.
แนวคิดถัดไปใน Claude Code คือ checkpoints (จุดบันทึกสถานะ) และอันนี้ทรงพลังมากในกรณีที่เราพลาดครับ. มันก็เหมือนกับปุ่ม undo (ย้อนกลับ) แทบจะเป๊ะครับ. สิ่งที่มันทำได้คือเอาโค้ดย้อนกลับไปสู่สถานะก่อนหน้าครับ. ระหว่างที่เราคุยกับ Claude ไปเรื่อย ๆ สักวันหนึ่งความผิดพลาดย่อมเกิดขึ้นได้เป็นเรื่องปกติครับ. และเมื่อความผิดพลาดเกิดขึ้น เรามีปุ่มตรงนี้ คือลูกศรย้อนหลัง อยู่ท้ายทุก ๆ ข้อความครับ. เราเลื่อนขึ้นไปตามบทสนทนาจนเจอจุดที่ต้องการย้อน คลิก แล้วโค้ดจะย้อนกลับไปช่วงเวลานั้น แล้วทุกอย่างที่เกิดขึ้นหลังจากนั้นจะถูกย้อนคืนครับ.
แนวคิดถัดไปคือ GitHub ซึ่งไม่ใช่ Claude Code ก็จริง แต่เป็นสิ่งที่ทุกคนควรรู้วิธีใช้ถ้าจะใช้ Claude Code จริงจังครับ. ให้คิดว่าเหมือน Google Drive สำหรับเก็บโค้ดครับ. เราอัปโหลดโค้ดขึ้นออนไลน์เพื่อเก็บไว้อย่างปลอดภัยที่ไหนสักแห่งครับ. และมันมีประโยชน์ใหญ่สองข้อครับ. ข้อแรกคือถ้าเราจะ deploy เว็บแอปพลิเคชันขึ้นออนไลน์ โอกาสสูงมากที่เราต้อง deploy โค้ดขึ้น GitHub ก่อน แล้วจาก GitHub ค่อยปล่อยขึ้นออนไลน์ผ่านแอปพลิเคชันอย่าง Vercel เป็นต้นครับ. Vercel แค่ทำให้เราเผยแพร่เว็บไซต์ขึ้นออนไลน์ได้ ให้ใครก็เข้าชมได้ครับ. แต่เรื่องสำคัญกว่าในความเห็นผมคือการมี backup (สำเนาสำรอง) ของโปรเจกต์ทั้งหมดครับ. เพราะถ้าคอมพิวเตอร์เราหาย โดนขโมย พัง หรืออะไรก็ตามแต่ แล้วเราเพิ่งเสียเวลา 6 เดือนสร้างโปรเจกต์นี้มา แล้วโปรเจกต์หายไป มันคือหายนะที่ช้ำใจสุด ๆ เลยครับ. การมี GitHub แปลว่าเราอัปโหลดโค้ดเก็บสำรองไว้อย่างปลอดภัย แล้วเมื่อไหร่ที่เกิดอะไรขึ้น เราแค่ดึงโค้ดจาก GitHub กลับเข้าคอมพิวเตอร์ได้เสมอครับ. วิธีทำคือสมัครบัญชีฟรีบน GitHub ครับ. กดมุมขวาบน ไปที่ repositories (ที่เก็บโค้ด) ตรงนี้ คลิก new repository แล้วตั้งชื่อตามที่ต้องการ และต้องแน่ใจว่าตั้งเป็น private (ส่วนตัว) ครับ. กด create repository ครับ. มันจะให้ snippet โค้ดมาตรงนี้ แล้วเราก็ก๊อปปีี้เข้า Claude Code แล้วมันควรจะ push (อัปโหลด) โค้ดทั้งหมดจากโปรเจกต์ของเราขึ้น GitHub ให้ครับ.
แนวคิดถัดไปคือ scheduled tasks (งานตามกำหนดเวลา) ใน Claude Code ครับ. ขอยกตัวอย่างก่อนที่จะแยกอธิบายนะครับ. สมมติว่าเราอยากให้ Claude Code ดูแลกล่องจดหมายอีเมลทั้งหมดของเราครับ. ทุกครั้งที่อีเมลเข้ามา เราอยากให้ติดป้ายกำกับอัตโนมัติ ไม่ว่าจะเป็น miscellaneous personal website อะไรก็ว่าไปครับ. เราสามารถให้ Claude ทำ task ใด ๆ ให้เราตามช่วงเวลาที่กำหนด ไม่ว่าจะทุกนาที ทุก 15 นาที ทุกชั่วโมง หรือทุกวันก็ได้ครับ. และนี่คือ scheduled task ครับ. สิ่งที่ผมบอก Claude คือทุก 15 นาที ให้เฝ้าดูกล่อง Gmail ของผมแล้วจัดหมวดทุกอย่างครับ. สร้างอีเมลดราฟถ้าจำเป็น ส่งต่ออีเมลถ้าเป็นอีเมลฝ่ายบัญชี ไปเรื่อย ๆ ครับ. วิธีทำคือเราเข้าไปใน Claude แล้วพูดได้เลยว่า "ช่วยตั้ง schedule task ทุก 15 นาทีหน่อยครับ" ครับ. แล้วสิ่งที่มันทำคือมันจะสร้าง script (สคริปต์) บนคอมพิวเตอร์ของเรา ซึ่งโดยเทคนิคแล้วอยู่นอก Claude คืออยู่บนเครื่องเรา แล้วทุก ๆ ช่วงเวลาที่กำหนด ไม่ว่า 15 นาทีหรือหนึ่งชั่วโมง มันจะทำ task ที่เราตั้งใจไว้ เช่น จัดระเบียบกล่องอีเมลครับ.
เรื่องสุดท้ายคือ terminal (เทอร์มินัล) ใน Claude Code ครับ. นี่เป็นแนวคิดสุดท้ายครับ. นี่คือ terminal ยุค 1960s ดั้งเดิมแบบที่เคยเห็นกันครับ. ผมจะปิดแล้วเปิดใหม่อีกครั้งนะครับ. เราโต้ตอบกับ Claude Code ได้ทั้งหมดจากในกล่องดำนี้เลยครับ. แค่พิมพ์คำว่า claude ตรงนี้ แล้วเราต้อง trust (กำหนดให้เชื่อถือ) โฟลเดอร์ แล้วเราก็เข้าถึง Claude ได้เลย เพียงแต่เป็นอีกบริบทหนึ่งครับ. ผมพูดว่า "เฮ้" มันก็ตอบกลับมาครับ. เรามี slash commands ตรงนี้ พิมพ์ context ตัวอย่างเช่น มันก็ให้คำตอบกลับมาครับ. และเราทำได้ทุกอย่างที่ทำใน Anti-Gravity ได้ แค่ทำใน terminal ตรงนี้แทนครับ. ส่วนตัวผมไม่ค่อยชอบใช้อันนี้เท่าไหร่ เพราะเราสามารถรันทุกอย่างใน interface (ส่วนติดต่อผู้ใช้) ที่ดีกว่าเยอะจากใน Claude Code ได้ครับ. และเกือบทุกครั้งที่ต้องใช้ terminal เราแค่ขอให้ Claude ทำแทนเราก็ได้ครับ. ไม่ต้องเปิดเอง เราแค่บอก Claude ว่า "เฮ้ ทำอะไรนี้ให้ผมหน่อย" แล้วมันก็ทำให้ครับ. ถ้าเราต้องใช้ terminal ภายในโปรแกรมอย่าง Anti-Gravity หรือ VS Code หรือ Cursor เราก็ขึ้นไปด้านบนแล้วกดเปิดมันได้เสมอ แล้วเราก็เข้าถึง terminal ตรงนี้เพื่อทำอะไรก็ได้ที่ต้องการครับ. มีอยู่จริง ๆ นะครับ และเป็นเรื่องหายาก แต่ก็มีบางกรณีที่ Claude ต้องให้เราเข้าไปใน terminal เองครับ. มันสามารถแนะนำเราทีละขั้นตอนได้ระหว่างที่เราโต้ตอบกันครับ. เราเปิด terminal ทำสิ่งที่จำเป็น แล้วก็จบครับ.
หมดเท่านี้สำหรับวิดีโอนี้ครับ ขอบคุณที่รับชมครับ. หวังว่าทุกคนคงได้ประโยชน์กันนะครับ. ถ้าได้ประโยชน์อย่าลืมกด subscribe และกด like ด้วยนะครับ. ผมมี community (ชุมชน) ฟรีอีกด้วย ที่ผมแจก YouTube blueprints (พิมพ์เขียว) ทั้งหมดฟรี เพื่อทำธุรกิจและชีวิตของคุณให้อัตโนมัติครับ. และผมมี community แบบเสียเงินด้วย ที่มีสอง transformations (การเปลี่ยนผ่าน) ครับ. อันแรกสำหรับคนที่อยากสร้าง AI automation agency (เอเจนซี่ระบบอัตโนมัติ AI) เป็นธุรกิจของตัวเองครับ. ผมจะแสดงให้เห็นว่าในกรอบเวลาที่สั้นที่สุดคุณจะหาลูกค้าและปิดดีลแรกภายใน 30 วันหรือน้อยกว่าได้ยังไงครับ. มีคนนับร้อยที่ทำสำเร็จมาแล้ว รวมถึงคนที่ไม่มีประสบการณ์ฟรีแลนซ์หรือธุรกิจมาก่อนครับ. และ transformation ที่สองสำหรับพวกคุณที่เป็นเจ้าของธุรกิจครับ. ผมจะให้ blueprints ที่แท้จริงที่ทำให้ผมโตถึงระดับ 7 หลัก และทำธุรกิจให้อัตโนมัติ 80% ด้วยเครื่องมืออย่าง Claude Code ครับ. แน่นอนว่าพอคุณผ่าน transformations เหล่านี้ไป มันไม่ใช่เส้นทางตรง ๆ คุณจะเจอ setbacks (อุปสรรค) และมี calls 7 ครั้งทุกสัปดาห์ที่เราโดนเข้าไปคุยกันไปมาเพื่อแก้ปัญหาที่คุณติดขัดครับ. และถ้าคุณไม่อยากต้องลงมือทำสิ่งเหล่านี้เอง ผมมี agency ที่ช่วยคุณได้ครบทุกอย่างครับ. ขอบคุณทุกคนที่รับชม แล้วเจอกันคลิปหน้าครับ.
หมายเหตุการแปล
ความโปร่งใสเกี่ยวกับความไม่แน่นอนในต้นฉบับ
- ไม่มีการใช้เครื่องหมายระบุช่วงที่ฟังไม่ชัดในคำแปล (0 จุด) เพราะเนื้อหาเป็นภาษาพูดชัดเจนตลอดทั้งวิดีโอ
อภิธานศัพท์เทคนิค
คำศัพท์และชื่อผลิตภัณฑ์ที่คงรูปภาษาอังกฤษ
| ศัพท์ | คำแปล / คำอธิบาย |
|---|---|
| Claude Code | เครื่องมือเขียนโค้ดด้วย AI ที่ลงมือทำงานแทนผู้ใช้จริง ไม่ใช่แค่ตอบคำถาม |
| ChatGPT | แชตบอท AI สำหรับสนทนา ใช้เปรียบเทียบกับ Claude Code |
| IDE (Integrated Development Environment) | โปรแกรมสภาพแวดล้อมสำหรับพัฒนาซอฟต์แวร์ เช่น VS Code |
| Coding workspace | พื้นที่ทำงานเขียนโค้ดภายใน IDE |
| VS Code / Anti-Gravity / Cursor | IDE หลักในตลาด สองตัวแรกฟรี Cursor เสียเงิน (Anti-Gravity เป็นผลิตภัณฑ์ของ Google) |
| Extension | ส่วนขยายที่ติดตั้งเพิ่มใน IDE เช่น Claude Code extension |
| File system | ระบบไฟล์สำหรับจัดเก็บไฟล์ต่าง ๆ ของโปรเจกต์ เปรียบเหมือน Google Drive ของโปรเจกต์ |
| Prompt | ข้อความที่พิมพ์สั่งงาน AI |
| Role | บทบาทที่กำหนดให้ Claude เช่น นักออกแบบเว็บ ผู้เชี่ยวชาญการลงทุน |
| Context | บริบท คือข้อมูลที่ Claude รู้เกี่ยวกับเราและงานของเรา |
| Reference (@) | การอ้างอิงไฟล์ใดไฟล์หนึ่งด้วยสัญลักษณ์ @ |
| Permissions | สิทธิ์การอนุญาต กำหนดว่า Claude ทำอะไรได้โดยอัตโนมัติบ้าง |
| Ask for edits | โหมดขออนุญาตทุกครั้งที่จะแก้ไฟล์หรือเชื่อมต่อภายนอก |
| Accept edits | โหมดอนุญาตให้แก้ไฟล์อัตโนมัติ แต่ขออนุญาตเมื่อทำสิ่งอื่น |
| Auto mode | โหมดถามเฉพาะเมื่อคิดว่าจะทำอะไรที่อันตราย |
| Bypass permissions | โหมดทำทุกอย่างเองโดยไม่ถาม เร็วแต่เสี่ยงพลาด |
| Plan mode | โหมดวางแผน ให้ Claude คิดและเสนอแผนก่อนลงมือทำ |
| Tools | เครื่องมือของ Claude เช่น อ่านไฟล์ เขียนไฟล์ ค้นหาเว็บ |
| Web fetch | การดึงข้อมูลจาก URL เว็บไซต์ |
| Glob | เครื่องมือหาไฟล์จากชื่อไฟล์ |
| Grep | เครื่องมือค้นหาข้อความภายในไฟล์ |
| Bash | การรันคำสั่งบรรทัดคำสั่งของระบบ |
| Context window | หน้าต่างบริบท คือความจำระยะสั้นของ Claude มีขีดจำกัด |
| claude.md (CLAUDE.md) | ไฟล์คำสั่งที่สอน Claude ว่าควรทำตัวยังไง ทำอะไร ไม่ทำอะไร |
| Models (Haiku / Sonnet / Opus) | โมเดล AI สามระดับของ Claude ต่างกันที่พลัง ความเร็ว และค่าใช้จ่าย |
| Tokens | โทเคน หน่วยสกุลเงินการใช้งาน Claude Code ประมาณ 3/4 ของหนึ่งคำ |
| Input / output tokens | โทเคนขาเข้า (บทสนทนาทั้งหมดที่ส่งไป) และขาออก (คำตอบที่ได้กลับมา) |
| Slash command | คำสั่งที่ขึ้นต้นด้วยเครื่องหมาย / เช่น /context /clear /compact |
| /context | คำสั่งดูว่าใช้ context ไปเท่าไหร่แล้ว |
| /clear | คำสั่งรีเซ็ตบทสนทนา |
| /compact | คำสั่งบีบอัด (สรุปย่อ) บทสนทนาเพื่อเคลียร์ context window |
| Memory | หน่วยความจำถาวรที่คงอยู่ข้ามทุกบทสนทนา |
| Compacting | การย่อสรุปบทสนทนาอัตโนมัติเมื่อ context เต็ม |
| Skills | ชุดคำสั่งสำเร็จรูปสำหรับงานที่ทำซ้ำ ๆ เรียกใช้เป็น workflow ได้ทันที |
| Hooks | การกระทำอัตโนมัติที่ทำงานตามขั้นตอนในบทสนทนา เช่น บล็อกคำขอ ส่งเสียงเตือน |
| MCP (Model Context Protocol) | โปรโตคอลเชื่อมต่อ Claude Code เข้ากับแอปพลิเคชันต่าง ๆ |
| MCP server | ตัวเชื่อมต่อแอปแบบ MCP เช่น ตัวเชื่อม Gmail หรือ Slack |
| Connectors | หน้าตั้งค่าการเชื่อมต่อแอปที่ claude.ai/settings |
| API (Application Programming Interface) | ช่องทางให้โปรแกรมคุยกันเอง ใช้แทน MCP เมื่อยังไม่มี MCP server |
| API key | กุญแจ (รหัสผ่าน) สำหรับยืนยันตัวตนเมื่อเชื่อมต่อผ่าน API |
| .env file | ไฟล์เก็บ secret keys / รหัสผ่าน เพื่อความปลอดภัยตอน deploy |
| Sub-agents | ผู้เชี่ยวชาญที่ตั้งค่าไว้ล่วงหน้า ทำงานเบื้องหลังแบบระบบปิด ใช้ context น้อยกว่า |
| Agent teams | ทีมเอเจนต์ที่มี manager มอบหมายงานให้ employee agents ทำขนานกัน |
| Manager / employee agents | เอเจนต์ผู้จัดการที่สั่งงาน และเอเจนต์ลูกน้องที่รับทำงาน |
| Plugins | skills สำเร็จรูปที่คนอื่นสร้างและปรับจนสมบูรณ์แล้ว เรียกใช้ผ่าน /plugins |
| Browser automation | ระบบให้ Claude ควบคุมเบราว์เซอร์แทนมนุษย์ เช่น ล็อกอิน ดาวน์โหลดไฟล์ |
| Playwright | เครื่องมือ/โค้ดเฉพาะทางด้าน browser automation |
| Extended thinking | โหมดคิดยาว ให้ Claude ใช้เหตุผลก่อนตอบ |
| Fast mode | โหมดเร็ว ตอบทันทีแต่คำตอบอาจไม่ลึกซึ้ง |
| Checkpoints | จุดบันทึกสถานะโค้ด ย้อนกลับแบบ undo ได้เมื่อทำพลาด |
| GitHub | ที่เก็บโค้ดออนไลน์ เหมือน Google Drive สำหรับโค้ด ใช้สำรองและ deploy |
| Repository | ที่เก็บโค้ดแต่ละโปรเจกต์บน GitHub |
| Vercel | บริการเผยแพร่/deploy เว็บไซต์ขึ้นออนไลน์ |
| Push | การอัปโหลดโค้ดจากเครื่องขึ้น GitHub |
| Deploy | การปล่อยโปรเจกต์ขึ้นออนไลน์ให้ใช้งานจริง |
| Scheduled tasks | งานอัตโนมัติที่รันตามกำหนดเวลา เช่น ทุก 15 นาที โดยสร้าง script ไว้บนเครื่อง |
| Terminal | หน้าจอคำสั่งแบบกล่องดำ ใช้โต้ตอบกับ Claude Code ได้ทั้งหมด |
| เครือข่ายสังคมออนไลน์ระดับมืออาชีพ ใช้เป็นตัวอย่างงานเขียนในวิดีโอ | |
| Airtable / Slack / Gmail / Google Drive / Notion | แอปพลิเคชันยอดนิยมที่เชื่อมเข้า Claude Code ได้ผ่าน MCP |
ซับไตเติ้ลภาษาไทย
ดาวน์โหลดหรือดูซับทั้งหมด
1 00:00:00,000 --> 00:00:05,616 Claude Code นั้นเรียนรู้ได้ยาก เพราะมีแนวคิดที่ต้องเข้าใจอยู่เยอะแยะครับ. 2 00:00:05,616 --> 00:00:07,539 แถมดูเหมือนว่าผ่านไปทุก ๆ 3 00:00:07,539 --> 00:00:09,232 วัน ก็จะมีแนวคิดใหม่ ๆ 4 00:00:09,232 --> 00:00:12,002 โผล่มาให้ต้องเข้าใจอีกเรื่อย ๆ ครับ.
เปิดดูซับไตเติ้ลทั้งหมด (619 segments)
1 00:00:00,000 --> 00:00:05,616 Claude Code นั้นเรียนรู้ได้ยาก เพราะมีแนวคิดที่ต้องเข้าใจอยู่เยอะแยะครับ. 2 00:00:05,616 --> 00:00:07,539 แถมดูเหมือนว่าผ่านไปทุก ๆ 3 00:00:07,539 --> 00:00:09,232 วัน ก็จะมีแนวคิดใหม่ ๆ 4 00:00:09,232 --> 00:00:12,002 โผล่มาให้ต้องเข้าใจอีกเรื่อย ๆ ครับ. 5 00:00:12,002 --> 00:00:17,310 ในวิดีโอวันนี้เราจะมาแตกทุกอย่างออกมาให้ง่ายที่สุดเท่าที่จะทำได้ครับ. 6 00:00:17,310 --> 00:00:21,464 ผมจะสอนแบบเหมือนกำลังอธิบายให้เด็ก 10 ขวบฟังเลยนะครับ. 7 00:00:21,464 --> 00:00:24,849 เริ่มกันเดี๋ยวนี้เลยครับ. อย่างแรกคือ Claude 8 00:00:24,849 --> 00:00:27,311 Code (เครื่องมือเขียนโค้ดด้วย AI 9 00:00:27,311 --> 00:00:30,004 ที่ลงมือทำงานแทนเราได้จริง) คืออะไร 10 00:00:30,004 --> 00:00:32,543 และต่างจากของอย่าง ChatGPT ยังไง? 11 00:00:32,543 --> 00:00:37,620 ก็คือ ChatGPT นั้นแค่คุยกับเรา แต่ Claude Code จะลงมือทำสิ่งต่าง ๆ 12 00:00:37,620 --> 00:00:41,159 แทนเราเองครับ. เราส่งข้อความหา Claude ว่า "เฮ้ 13 00:00:41,159 --> 00:00:43,159 ช่วยสร้างเว็บไซต์ให้หน่อย" 14 00:00:43,159 --> 00:00:46,390 แล้วมันจะสร้างเว็บไซต์ทั้งเว็บให้เราจริง ๆ 15 00:00:46,390 --> 00:00:47,482 ครับ. 16 00:00:47,482 --> 00:00:52,406 ของทั้งหมดที่เห็นอยู่นี้ก็ถูกสร้างด้วย Claude Code โดยผมเองครับ. 17 00:00:52,406 --> 00:00:54,406 จะให้สร้างบทความบล็อกก็ได้ 18 00:00:54,406 --> 00:01:00,253 หรือจะสร้างเว็บแอปพลิเคชันอย่างแดชบอร์ดที่ใช้บริหารธุรกิจทั้งหมดก็ทำได้ครับ. 19 00:01:00,253 --> 00:01:05,792 และสไลด์ทั้งหมดที่ผมกำลังโชว์อยู่นี้ก็สร้างด้วย Claude Code เช่นกันครับ. 20 00:01:05,792 --> 00:01:09,024 เรื่องถัดไปคือ IDE (Integrated Development 21 00:01:09,024 --> 00:01:10,116 Environment 22 00:01:10,116 --> 00:01:13,655 คือโปรแกรมสภาพแวดล้อมสำหรับพัฒนาซอฟต์แวร์) และ 23 00:01:13,655 --> 00:01:17,193 coding workspace (พื้นที่ทำงานเขียนโค้ด) ครับ. 24 00:01:17,193 --> 00:01:20,502 จริง ๆ แล้วสองอย่างนี้ไม่ใช่ตัว Claude Code 25 00:01:20,502 --> 00:01:21,594 เอง 26 00:01:21,594 --> 00:01:25,671 แต่สำหรับคนส่วนใหญ่ถือเป็นเกือบจะของจำเป็นเลยถ้าจะใช้ 27 00:01:25,671 --> 00:01:26,979 Claude Code ครับ. 28 00:01:26,979 --> 00:01:31,210 เลยอยากใส่เรื่องนี้เข้ามาด้วย เพราะเป็นหนึ่งในสิ่งแรก ๆ 29 00:01:31,210 --> 00:01:34,364 ที่เราจะเจอตอนไปใช้ Claude Code ครับ. IDE 30 00:01:34,364 --> 00:01:37,672 ย่อมาจาก integrated development environment 31 00:01:37,672 --> 00:01:43,673 และเราไม่จำเป็นต้องรู้วิศวกรรมซอฟต์แวร์หรืออะไรทางเทคนิคเลยแม้แต่นิดเดียวครับ. 32 00:01:43,673 --> 00:01:50,366 นั่นแหละคือเหตุผลทั้งหมดที่เราใช้ Claude เพื่อที่เราจะได้ไม่ต้องทำอะไรทางเทคนิคเองครับ. 33 00:01:50,366 --> 00:01:53,521 ในตลาดมี IDE หรือ coding workspace หลัก ๆ 34 00:01:53,521 --> 00:02:00,598 อยู่สามตัวคือ VS Code กับ Anti-Gravity ทั้งคู่นี้ฟรี แล้วก็มี Cursor ที่เป็นแบบเสียเงินครับ. 35 00:02:00,598 --> 00:02:06,215 โดยพื้นฐานแล้วเราเข้าเว็บไซต์ไปดาวน์โหลดโปรแกรมเดสก์ท็อปเวอร์ชันฟรีได้เลย 36 00:02:06,215 --> 00:02:09,600 และอีกทีนะครับ อันนี้เป็นผลิตภัณฑ์ของ Google 37 00:02:09,600 --> 00:02:10,692 ครับ. 38 00:02:10,692 --> 00:02:15,461 พอเข้าไปข้างในเราก็จะอยู่ใน coding workspace หน้าตาแบบนี้ครับ. 39 00:02:15,461 --> 00:02:17,154 ส่วนจุดที่ Claude Code 40 00:02:17,154 --> 00:02:20,693 เข้ามาอยู่ในภาพคือมันเป็น extension (ส่วนขยาย) 41 00:02:20,693 --> 00:02:23,385 ที่อาศัยอยู่ข้างใน coding workspace 42 00:02:23,385 --> 00:02:26,617 ของเราครับ. ตรงแถบข้างซ้ายมือนี่เรากดเพิ่ม 43 00:02:26,617 --> 00:02:30,079 plugins (ปลั๊กอิน) แล้วค้นหาคำว่า Claude Code 44 00:02:30,079 --> 00:02:33,387 ได้เลย จากนั้นก็เริ่มใช้งานได้ทันทีจากใน VS 45 00:02:33,387 --> 00:02:34,479 Code เลยครับ. 46 00:02:34,479 --> 00:02:38,864 เรื่องถัดไปคือ projects (โปรเจกต์) และ files (ไฟล์) ครับ. 47 00:02:38,864 --> 00:02:42,172 ไม่ว่าเมื่อไหร่ที่เราทำงานในโปรเจกต์หนึ่ง ๆ 48 00:02:42,172 --> 00:02:47,327 กับ Claude Code เราจะมีสิ่งที่เรียกว่า file system (ระบบไฟล์) ครับ. 49 00:02:47,327 --> 00:02:48,419 ให้คิดง่าย ๆ 50 00:02:48,419 --> 00:02:52,804 ว่าเหมือน Google Drive แต่เอาไว้ใช้กับโปรเจกต์ของเราครับ. 51 00:02:52,804 --> 00:02:55,881 เก็บไฟล์อะไรก็ได้ตามต้องการ จะเป็นวิดีโอ 52 00:02:55,881 --> 00:02:58,189 จะเป็นรูปภาพ จะเป็นไฟล์ข้อความ 53 00:02:58,189 --> 00:03:01,805 หรือจะมีโฟลเดอร์ไว้จัดระเบียบทุกอย่างก็ได้ครับ. 54 00:03:01,805 --> 00:03:08,036 แต่จุดเจ๋งคือเราจะมีหลายโปรเจกต์แยกกันอยู่ใน coding workspace ตัวเดียวกันได้ครับ. 55 00:03:08,036 --> 00:03:11,575 ตอนนี้ผมมีโปรเจกต์อยู่หนึ่งอันชื่อ Claude Code 56 00:03:11,575 --> 00:03:14,806 Concepts ครับ แล้วก็มีอีกโปรเจกต์หนึ่งชื่อ 57 00:03:14,806 --> 00:03:15,898 Project 2. 58 00:03:15,898 --> 00:03:21,976 เรากดเมนู file เลือก add to workspace ก็เพิ่ม Project 3 เข้ามาตรงนี้ได้อีกครับ. 59 00:03:21,976 --> 00:03:23,976 สมมติว่าเรามีลูกค้าหลายราย 60 00:03:23,976 --> 00:03:27,361 เราก็มีโปรเจกต์ใหม่สำหรับลูกค้าแต่ละรายภายใน 61 00:03:27,361 --> 00:03:28,746 workspace เดียวกัน 62 00:03:28,746 --> 00:03:31,593 เพื่อที่จะสลับไปมาหาลูกค้าแต่ละรายได้ 63 00:03:31,593 --> 00:03:33,978 แค่ส่งข้อความหา Claude เท่านั้น 64 00:03:33,978 --> 00:03:37,132 แล้วทุกอย่างก็เรียบร้อยเป็นระเบียบดีครับ. 65 00:03:37,132 --> 00:03:41,363 และแน่นอนว่าเราเพิ่มไฟล์อะไรก็ได้ลงไปในโปรเจกต์นี้ครับ. 66 00:03:41,363 --> 00:03:46,672 เรื่องต่อไปคือ prompts (พรอมป์ คือข้อความที่เราพิมพ์สั่งงาน AI) ครับ. 67 00:03:46,672 --> 00:03:48,210 คงคุ้นเคยกันอยู่แล้ว 68 00:03:48,210 --> 00:03:51,134 แต่ก็คือทุกครั้งที่เราโต้ตอบกับ Claude 69 00:03:51,134 --> 00:03:54,057 ข้อความนั้นถือเป็น prompt ทั้งหมดครับ. 70 00:03:54,057 --> 00:03:57,057 พอเราเปิด Claude ด้วยปุ่ม Claude ตรงนี้ 71 00:03:57,057 --> 00:04:00,519 แล้วสมมติเราส่งข้อความไปว่า "เฮ้" นั่นแหละคือ 72 00:04:00,519 --> 00:04:03,751 prompt แล้ว Claude Code ก็จะตอบกลับมาครับ. 73 00:04:03,751 --> 00:04:07,213 ประเด็นสำคัญของการเขียน prompt ใน Claude Code 74 00:04:07,213 --> 00:04:10,290 คือต้องระบุให้เจาะจงที่สุดเท่าที่จะทำได้ 75 00:04:10,290 --> 00:04:13,675 และต้องให้ role (บทบาท) กับ Claude ด้วยครับ. 76 00:04:13,675 --> 00:04:18,983 แทนที่จะพูดว่า "เฮ้ สร้างเว็บไซต์ให้ผมหน่อย" ซึ่งจะได้ผลงาน AI กลาย ๆ 77 00:04:18,983 --> 00:04:21,061 ไม่มีคุณภาพ เราสามารถพูดว่า 78 00:04:21,061 --> 00:04:23,753 "สร้างเว็บไซต์หน้าเดียวให้ธุรกิจ DJ 79 00:04:23,753 --> 00:04:26,677 งานแต่งในโทรอนโต โฟกัสเรื่องการรับลีด" 80 00:04:26,677 --> 00:04:27,831 อะไรแบบนี้ครับ. 81 00:04:27,831 --> 00:04:34,985 ยิ่งให้ข้อมูลมากเท่าไหร่ มันก็ยิ่งส่งมอบผลลัพธ์ที่ตรงกับสิ่งที่เราตามหาได้ดีขึ้นเท่านั้นครับ. 82 00:04:34,985 --> 00:04:36,909 พอผมบอกว่าให้ role กับมัน 83 00:04:36,909 --> 00:04:39,601 ก็คือในกรณีนี้เราบอกว่า "เฮ้ Claude 84 00:04:39,601 --> 00:04:41,140 คุณคือนักออกแบบเว็บ" 85 00:04:41,140 --> 00:04:43,833 แล้วมันก็จะทำตัวตามตำแหน่งนั้นครับ. 86 00:04:43,833 --> 00:04:46,987 หรือถ้าอยากให้ช่วยเรื่องการลงทุน ก็บอกว่า 87 00:04:46,987 --> 00:04:49,526 "คุณเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการลงทุน" 88 00:04:49,526 --> 00:04:52,372 หรือเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านโซเชียลมีเดีย 89 00:04:52,372 --> 00:04:54,911 อะไรก็ว่าไป แล้วมันจะเข้าใจเป๊ะ ๆ 90 00:04:54,911 --> 00:04:57,911 ว่าควรปรับคำตอบให้เหมาะกับเรายังไงครับ. 91 00:04:57,911 --> 00:05:04,374 เรื่องถัดไปคือ context (บริบท คือข้อมูลที่ Claude รู้เกี่ยวกับเราและงานของเรา) ครับ. 92 00:05:04,374 --> 00:05:08,605 ตอนใช้ Claude Code นั้น ความต่างระหว่างการได้คำตอบแย่ ๆ 93 00:05:08,605 --> 00:05:10,759 กับคำตอบดี ๆ ที่เราพอใจมาก ๆ 94 00:05:10,759 --> 00:05:14,760 ก็คือ context ที่เราป้อนให้ Claude Code นั่นเองครับ. 95 00:05:14,760 --> 00:05:17,683 ยิ่งมันรู้จักเรามาก รู้จักธุรกิจเรามาก 96 00:05:17,683 --> 00:05:19,914 รู้ว่าเราอยากได้ผลลัพธ์แบบไหน 97 00:05:19,914 --> 00:05:22,991 มันก็ยิ่งทำผลงานที่เราพอใจได้ดีขึ้นครับ. 98 00:05:22,991 --> 00:05:26,530 สมมติว่าเราอยากสร้างโพสต์ LinkedIn สักอันครับ. 99 00:05:26,530 --> 00:05:33,147 ถ้าผมแค่บอก Claude ว่า "เฮ้ ช่วยเขียนโพสต์ LinkedIn ให้หน่อย" มันจะทำงานได้แย่มากครับ. 100 00:05:33,147 --> 00:05:37,839 มันจะยัดอิโมจิที่เราไม่ได้อยากได้เข้ามาเพียบ น้ำเสียงจะกลาย ๆ 101 00:05:37,839 --> 00:05:41,686 ไม่มีบุคลิก และจะไม่เหมือนเสียงของผมเลยสักนิดครับ. 102 00:05:41,686 --> 00:05:48,379 แต่ผมสามารถใส่ไฟล์เกี่ยวกับอารมณ์ขันของผม น้ำเสียงของผม และคำศัพท์ที่ผมใช้ ลงไปได้ครับ. 103 00:05:48,379 --> 00:05:52,303 แล้วมันจะเข้าใจว่าผมชอบหยอกมุกแบบไหน และผมพูดจริง ๆ 104 00:05:52,303 --> 00:05:55,919 เสียงเป็นแบบไหน แล้วเขียนโพสต์ที่เหมือนผมเป๊ะ ๆ 105 00:05:55,919 --> 00:05:58,919 ได้เลยครับ. ในนี้เอง ตรงนี้มีโน้ตเล็ก ๆ 106 00:05:58,919 --> 00:06:02,073 ว่าอารมณ์ขันของ Jono เป็นแบบ dry (แห้ง ๆ) 107 00:06:02,073 --> 00:06:05,612 self-aware (รู้ตัวทันตัวเอง) และ observational 108 00:06:05,612 --> 00:06:07,228 (แบบสังเกตแล้วมาเล่า) 109 00:06:07,228 --> 00:06:10,151 พร้อมยกตัวอย่างว่าหน้าตาเป็นยังไงครับ. 110 00:06:10,151 --> 00:06:15,306 ผมบอกได้เลย Claude รู้จักอารมณ์ขันของผมดีกว่าผมรู้จักตัวเองอีกครับ. 111 00:06:15,306 --> 00:06:18,768 นี่ก็เป็นตัวอย่างว่าจะได้ผลลัพธ์ที่ถูกต้องจาก 112 00:06:18,768 --> 00:06:21,691 Claude Code ยังไง จะดึงเรื่องอารมณ์ขัน 113 00:06:21,691 --> 00:06:24,384 น้ำเสียง และคำศัพท์เข้ามายังไงครับ. 114 00:06:24,384 --> 00:06:27,000 ให้ไปหาจากพวกโพสต์ LinkedIn ของเรา 115 00:06:27,000 --> 00:06:28,384 หรืออีเมลที่เคยส่ง 116 00:06:28,384 --> 00:06:32,000 หรือที่ไหนก็ตามที่มีตัวอย่างงานเขียนของเราครับ. 117 00:06:32,000 --> 00:06:37,232 จะเป็น transcript ของสาย call ก็ได้ เป็น transcript วิดีโอก็ได้ครับ. 118 00:06:37,232 --> 00:06:40,078 เอาโพสต์ทั้งอันนั้นแปะเข้าไปใน Claude 119 00:06:40,078 --> 00:06:43,078 แล้วบอกว่า นี่คือตัวอย่างโพสต์ LinkedIn 120 00:06:43,078 --> 00:06:46,617 ช่วยดึงอารมณ์ขัน น้ำเสียง และคำศัพท์ของผมออกมา 121 00:06:46,617 --> 00:06:50,464 แล้วอัปเดตไฟล์ทั้งสามไฟล์ที่มีบันทึกอยู่หน่อยครับ. 122 00:06:50,464 --> 00:06:56,311 แล้วมันก็จะดึงข้อมูลทั้งหมดจากตรงนี้ออกมา แล้วอัปเดตไฟล์เหล่านั้นให้เราครับ. 123 00:06:56,311 --> 00:07:00,004 เรื่องถัดไปคือ references (การอ้างอิงไฟล์) ครับ. 124 00:07:00,004 --> 00:07:04,697 ตอนทำงานใน Claude Code โปรเจกต์มักจะโตเร็วและใหญ่ขึ้นเรื่อย ๆ 125 00:07:04,697 --> 00:07:05,789 ครับ. 126 00:07:05,789 --> 00:07:12,636 ถ้าอยากอ้างอิงไฟล์ใดไฟล์หนึ่ง เช่นไฟล์ tone ตรงนี้ เราสามารถพิมพ์สัญลักษณ์ @ ลงไปได้ครับ. 127 00:07:12,636 --> 00:07:17,559 พอใส่สัญลักษณ์ @ แล้ว เราจะเริ่มอ้างอิงไฟล์ที่ต้องการได้เลยครับ. 128 00:07:17,559 --> 00:07:22,945 พิมพ์เข้าไปว่า tone.md แล้วมันก็จะอ่านไฟล์นั้นได้ เพราะเราอ้างถึงครับ. 129 00:07:22,945 --> 00:07:26,407 ดูได้เลยว่ามันเข้าไปอ่านไฟล์ที่ผมอ้างถึงตรง ๆ 130 00:07:26,407 --> 00:07:27,499 เลยครับ. 131 00:07:27,499 --> 00:07:33,730 อันนี้มีประโยชน์มากเป็นพิเศษถ้าเรามีหลายไฟล์ที่ชื่อเหมือนกันหรือชื่อคล้ายกันมาก ๆ 132 00:07:33,730 --> 00:07:34,822 ครับ. 133 00:07:34,822 --> 00:07:39,823 เรื่องถัดไปคือ permissions (สิทธิ์การอนุญาต) ใน Claude Code ครับ. 134 00:07:39,823 --> 00:07:46,516 พอเราสื่อสารไปมากับ Claude เราสามารถกำหนดได้ว่าจะให้ Claude มีอำนาจควบคุมมากแค่ไหนครับ. 135 00:07:46,516 --> 00:07:49,132 และมันจะขึ้นอยู่กับปุ่มตรงนี้ครับ. 136 00:07:49,132 --> 00:07:51,209 นี่คือโหมดทั้งหมดที่มีครับ. 137 00:07:51,209 --> 00:07:54,594 ขออธิบายแบบง่ายที่สุดนะครับ และเราจะตัด plan 138 00:07:54,594 --> 00:07:56,671 mode (โหมดวางแผน) ออกไปก่อน 139 00:07:56,671 --> 00:07:59,210 แล้วคุยกันเฉพาะอีกสี่โหมดนี้ครับ. 140 00:07:59,210 --> 00:08:06,288 ยิ่งลงไปด้านล่างเท่าไหร่ เรายิ่งให้อำนาจ Claude ตัดสินใจด้วยตัวเองแทนเรามากขึ้นเท่านั้นครับ. 141 00:08:06,288 --> 00:08:09,673 เริ่มจาก ask for edits คือทุกครั้งที่ Claude 142 00:08:09,673 --> 00:08:12,058 จะทำอะไรสักอย่าง เช่น แก้ไขไฟล์ 143 00:08:12,058 --> 00:08:14,673 หรือเชื่อมต่อเข้าแอปพลิเคชันภายนอก 144 00:08:14,673 --> 00:08:16,597 (เดี๋ยวค่อยคุยกันที่หลัง) 145 00:08:16,597 --> 00:08:19,905 มันจะขออนุญาตเราก่อนครับ. ถัดลงมาคือ accept 146 00:08:19,905 --> 00:08:20,997 edits ครับ 147 00:08:20,997 --> 00:08:25,767 สิ่งที่เกิดขึ้นคือมันจะแก้ไขไฟล์ในโครงสร้างไฟล์ของเราอัตโนมัติ 148 00:08:25,767 --> 00:08:29,921 แต่ทุกครั้งที่ทำอะไรที่อยู่นอกเหนือจากการแก้ไฟล์พวกนี้ 149 00:08:29,921 --> 00:08:31,998 เช่น การเชื่อมต่อเข้า Gmail 150 00:08:31,998 --> 00:08:35,229 หรือเชื่อมเข้าแอปพลิเคชันภายนอก อะไรแบบนี้ 151 00:08:35,229 --> 00:08:36,845 มันจะขออนุญาตเราครับ. 152 00:08:36,845 --> 00:08:42,692 ส่วน auto mode จะขออนุญาตเฉพาะเมื่อมันคิดว่ากำลังจะทำบางอย่างที่อันตรายครับ. 153 00:08:42,692 --> 00:08:45,769 และ bypass permissions อยู่ล่างสุดตรงนี้ 154 00:08:45,769 --> 00:08:48,077 คือมันจะทำทุกอย่างแทนเราเองเลย 155 00:08:48,077 --> 00:08:52,462 บางทีมันอาจพลาดและเขียนทับสิ่งที่เราไม่ได้อยากให้เขียนทับ 156 00:08:52,462 --> 00:08:54,155 แต่ก็เร็วขึ้นเยอะครับ. 157 00:08:54,155 --> 00:08:59,694 และ plan mode ตรงนี้ ข้อแตกต่างคือมันจะคิดก่อนแล้วค่อยลงมือทำทีหลังครับ. 158 00:08:59,694 --> 00:09:07,079 มันจะสร้างแผนทั้งหมดให้เรา พอเราอนุมัติแผนนั้นแล้วพอใจแล้ว และมันได้คิดไตร่ตรองถึงทางเลือกต่าง ๆ 159 00:09:07,079 --> 00:09:10,311 ทั้งหมดแล้ว มันถึงจะเริ่มสร้างของจริงครับ. 160 00:09:10,311 --> 00:09:12,772 ดังนั้นเวลาจะสร้างโปรเจกต์ใหญ่ ๆ 161 00:09:12,772 --> 00:09:19,773 มักแนะนำให้เริ่มด้วย plan mode ก่อน แล้วค่อยสลับไปอีกสี่โหมดที่เหลือหลังจากวางแผนเสร็จครับ. 162 00:09:19,773 --> 00:09:23,928 เรื่องถัดไปคือ tools (เครื่องมือ) ใน Claude Code ครับ. 163 00:09:23,928 --> 00:09:28,467 และนี่คือส่วน "มือ" ของ Claude ที่ทำให้มันลงมือทำสิ่งต่าง ๆ 164 00:09:28,467 --> 00:09:29,559 แทนเราได้ครับ. 165 00:09:29,559 --> 00:09:33,713 ลองดูบทสนทนาตรงนี้ จะเห็นว่า Claude ได้อ่านไฟล์หนึ่ง ๆ 166 00:09:33,713 --> 00:09:39,483 ออกมา แล้วก็ทำอะไรบางอย่างที่เรียกว่า web fetch (การดึงข้อมูลจากเว็บ) ครับ. 167 00:09:39,483 --> 00:09:41,714 คือมันเข้าไปที่ URL นี้จริง ๆ 168 00:09:41,714 --> 00:09:43,714 แล้วอ่านเอกสารหน้านี้ครับ. 169 00:09:43,714 --> 00:09:46,176 จากนั้นมันไปดึงผลการค้นหาจากเว็บ 170 00:09:46,176 --> 00:09:49,561 แล้วอ่านหน้านั้นด้วย เข้าใจว่ามีอะไรกันว่าไป 171 00:09:49,561 --> 00:09:53,023 แล้วเขียนบทความที่เห็นตรงนี้ออกมา ชื่อไฟล์ว่า 172 00:09:53,023 --> 00:09:54,408 textstack.md ครับ. 173 00:09:54,408 --> 00:09:57,562 นี่แหละครับ Claude กำลังลงมือทำสิ่งต่าง ๆ 174 00:09:57,562 --> 00:10:00,947 แทนเรา และนี่คือ tools ที่มันเข้าถึงได้ครับ. 175 00:10:00,947 --> 00:10:03,255 ทั้งหมดนี้มาพร้อมกับตัวโปรแกรม 176 00:10:03,255 --> 00:10:06,717 ไม่ต้องตั้งค่าอะไรเลย มันมีความสามารถอ่านไฟล์ 177 00:10:06,717 --> 00:10:09,641 หาไฟล์จากชื่อซึ่งเรียกว่า glob มี grep 178 00:10:09,641 --> 00:10:12,795 (ค้นหาข้อความภายในไฟล์) เขียนและแก้ไขไฟล์ 179 00:10:12,795 --> 00:10:16,026 รันคำสั่ง bash (ซึ่งเดี๋ยวค่อยคุยกันอีกที) 180 00:10:16,026 --> 00:10:19,103 ค้นหา URL และค้นหาบน Google เป็นต้นครับ. 181 00:10:19,103 --> 00:10:26,335 เรื่องถัดไปคือ context window (หน้าต่างบริบท คือความจำระยะสั้นของ Claude) ใน Claude Code ครับ. 182 00:10:26,335 --> 00:10:32,490 ลองเปิดดูบทสนทนาใดบทสนทนาหนึ่ง ทุกอย่างที่เกิดขึ้นตรงนี้คือ context window ครับ. 183 00:10:32,490 --> 00:10:37,029 ยิ่งเราส่งข้อความเข้าไปเยอะ Claude ก็ยิ่งต้องจำมากขึ้นครับ. 184 00:10:37,029 --> 00:10:41,029 และ Claude มีขีดจำกัดความจำเหมือนที่มนุษย์มีกันครับ. 185 00:10:41,029 --> 00:10:47,953 สมมติเราคุยกันมา 10 ปี เราก็คงจำทั้ง 10 ปีไม่ได้ อาจจำได้แค่ไม่กี่ชั่วโมงล่าสุดใช่ไหมครับ. 186 00:10:47,953 --> 00:10:49,877 Claude ก็คล้าย ๆ กันครับ. 187 00:10:49,877 --> 00:10:53,339 มันจำได้ไม่หมดว่าเราพูดอะไรไว้เมื่อ 10 ปีก่อน 188 00:10:53,339 --> 00:10:55,954 มันเข้าใจได้ในความยาวจำกัดเท่านั้น 189 00:10:55,954 --> 00:10:58,570 พอเกินนั้นไปมันจะเต็ม คุณภาพจะตกลง 190 00:10:58,570 --> 00:11:00,416 แล้วเราต้องรีเซ็ตบทสนทนา 191 00:11:00,416 --> 00:11:03,571 (เดี๋ยวค่อยพูดถึงตอนท้ายวิดีโอครับ) ครับ. 192 00:11:03,571 --> 00:11:10,418 เรื่องถัดไปคือไฟล์ claude.md ซึ่งเป็นคำสั่งที่เราบอก Claude ให้ทำตัวตามที่เราต้องการครับ. 193 00:11:10,418 --> 00:11:14,187 การเปรียบเทียบที่ดีคือการจ้างพนักงานใหม่มาหนึ่งคน 194 00:11:14,187 --> 00:11:18,572 เราต้องฝึกเขาให้รู้ว่างานคืออะไรและทำยังไงให้ถูกต้องครับ. 195 00:11:18,572 --> 00:11:20,957 ไฟล์ claude.md ก็เหมือนกันครับ. 196 00:11:20,957 --> 00:11:27,958 มันคือไฟล์คำสั่งที่เราให้กับ Claude เพื่อบอกว่าควรทำตัวยังไง ควรทำอะไร และไม่ควรทำอะไรครับ. 197 00:11:27,958 --> 00:11:30,651 สมมติว่าเรากำลังเขียนโพสต์ LinkedIn 198 00:11:30,651 --> 00:11:33,805 อีกครั้งนะครับ กฎข้อหนึ่งที่มีได้คือ "เฮ้ 199 00:11:33,805 --> 00:11:36,113 อย่าให้ผมเผยแพร่โพสต์ LinkedIn 200 00:11:36,113 --> 00:11:39,652 จนกว่าจะผ่านเกณฑ์ 9 เต็ม 10 นะ ผมไม่อยากส่งของ 201 00:11:39,652 --> 00:11:41,960 5 เต็ม 10 หรือ 6 เต็ม 10 ออกไป 202 00:11:41,960 --> 00:11:44,499 ต้องได้อย่างน้อย 9 เต็ม 10" ครับ. 203 00:11:44,499 --> 00:11:49,961 อีกกฎหนึ่งคือ "ก่อนจะสร้างไฟล์ให้เช็คก่อนว่ายังไม่มีไฟล์นั้นอยู่" ครับ. 204 00:11:49,961 --> 00:11:51,053 ตัวอย่างเช่น 205 00:11:51,053 --> 00:11:55,130 เราไม่อยากให้ไฟล์อารมณ์ขันหรือไฟล์น้ำเสียงถูกสร้างซ้ำ 206 00:11:55,130 --> 00:11:58,285 ให้สร้างไฟล์นั้นเฉพาะถ้ายังไม่มีอยู่ครับ. 207 00:11:58,285 --> 00:11:59,377 คร่าว ๆ 208 00:11:59,377 --> 00:12:04,839 นี่แหละครับไฟล์ claude.md หน้าที่มันคือสอน Claude ว่าควรทำตัวยังไงครับ. 209 00:12:04,839 --> 00:12:08,686 เรื่องถัดไปคือ models (โมเดล) ใน Claude Code ครับ. 210 00:12:08,686 --> 00:12:13,917 โดยทั่วไปเรามีโมเดลให้เลือกสามตัวคือ Haiku กับ Sonnet และ Opus ครับ. 211 00:12:13,917 --> 00:12:18,225 ใน Claude Code ผมจะขยับหน้าต่างนี้ออกไปหน่อยให้เห็นชัด ๆ 212 00:12:18,225 --> 00:12:20,302 นะครับ. ถ้ากด slash command 213 00:12:20,302 --> 00:12:23,534 (คำสั่งเริ่มด้วยเครื่องหมายทับ) ตรงล่างนี้ 214 00:12:23,534 --> 00:12:26,996 เราสามารถสลับโมเดลได้ และมีให้เลือกคือ Sonnet 215 00:12:26,996 --> 00:12:30,227 กับ Haiku และค่าเริ่มต้นตรงนี้คือ Opus 4.7 216 00:12:30,227 --> 00:12:33,612 ครับ. ยิ่งขึ้นไปด้านบนโมเดลยิ่งเก่งขึ้นครับ. 217 00:12:33,612 --> 00:12:37,228 Opus แรงสุด Haiku อ่อนสุด และ Sonnet อยู่กลาง ๆ 218 00:12:37,228 --> 00:12:40,074 ครับ. แต่ความต่างคือ Haiku เร็วและถูก 219 00:12:40,074 --> 00:12:43,151 หมายความว่าเราจะกินโควตาการใช้งาน Claude 220 00:12:43,151 --> 00:12:46,537 น้อยกว่ามากตอนใช้ Haiku ครับ. ทุกครั้งที่ใช้ 221 00:12:46,537 --> 00:12:48,921 Claude (เดี๋ยวค่อยคุยกันทีหลัง) 222 00:12:48,921 --> 00:12:51,614 เรามีลิมิตต่อเซสชัน ลิมิตรายสัปดาห์ 223 00:12:51,614 --> 00:12:53,845 ลิมิตต่อโมเดล อะไรแบบนี้ครับ. 224 00:12:53,845 --> 00:12:59,307 Opus จะเผาโควตาพวกนี้เร็วมาก Haiku เผาช้ากว่าเยอะ และ Sonnet อยู่กลาง ๆ 225 00:12:59,307 --> 00:13:00,399 ครับ. 226 00:13:00,399 --> 00:13:05,323 แน่นอนว่ามันมี trade-off (การแลกเปลี่ยน) ระหว่างราคากับพลังครับ. 227 00:13:05,323 --> 00:13:11,170 เรื่องถัดไปคือ tokens (โทเคน) ซึ่งก็คือหน่วยสกุลเงินที่ Claude Code ใช้ครับ. 228 00:13:11,170 --> 00:13:13,324 ถ้ากลับไปดูหน้า usage ตรงนี้ 229 00:13:13,324 --> 00:13:15,863 เรามีลิมิตแยกตามเซสชัน ตามสัปดาห์ 230 00:13:15,863 --> 00:13:19,248 ต่อโมเดลทั้งหมด ต่อ Claude design ไปเรื่อย ๆ 231 00:13:19,248 --> 00:13:20,340 ครับ. 232 00:13:20,340 --> 00:13:24,110 และสกุลเงินที่ใช้เติมลิมิตพวกนั้นคือ tokens ครับ. 233 00:13:24,110 --> 00:13:25,802 และมันสะสมเร็วมากครับ. 234 00:13:25,802 --> 00:13:29,187 นิยามของ token คือประมาณ 3/4 ของหนึ่งคำครับ. 235 00:13:29,187 --> 00:13:32,572 ลองดูวลีตรงนี้เป็นตัวอย่างนะครับ "Build me a 236 00:13:32,572 --> 00:13:35,880 landing page for a wedding DJ" อันนี้กิน 10 237 00:13:35,880 --> 00:13:39,419 tokens ครับ. แต่ละ token แทนด้วยสีต่างกันครับ. 238 00:13:39,419 --> 00:13:42,420 คำว่า build ตรงนี้เป็นหนึ่ง token ครับ. 239 00:13:42,420 --> 00:13:48,728 แล้วคำว่า me กินอีกหนึ่ง token คำว่า a อีกหนึ่ง แล้วก็ landing กับ page ไปเรื่อย ๆ 240 00:13:48,728 --> 00:13:49,820 ครับ. 241 00:13:49,820 --> 00:13:53,359 นี่คือ tokens ที่เราใช้ตอนส่งข้อความออกไปครับ. 242 00:13:53,359 --> 00:13:59,129 ตอนนี้เราอาจคิดว่า โอเค 10 tokens เนี่ยนะ ไม่แพงสักหน่อย ไม่เป็นไรหรอกครับ. 243 00:13:59,129 --> 00:14:02,437 แต่ปัญหาจริง ๆ ไม่ได้อยู่ที่ข้อความเดี่ยว ๆ 244 00:14:02,437 --> 00:14:03,529 ที่เราส่ง 245 00:14:03,529 --> 00:14:06,683 แต่ใหญ่กว่านั้นคือทุกครั้งที่เราโต้ตอบกับ 246 00:14:06,683 --> 00:14:10,145 Claude Code ตรงนี้ มีสองอย่างคือ input tokens 247 00:14:10,145 --> 00:14:13,607 กับ output tokens (โทเคนขาเข้าและขาออก) ครับ. 248 00:14:13,607 --> 00:14:17,531 และความหมายคือ input tokens คือบทสนทนาทั้งก้อนครับ. 249 00:14:17,531 --> 00:14:21,070 สมมติว่าเราเพิ่งคุยกันมายาว ๆ สองชั่วโมงเต็ม ๆ 250 00:14:21,070 --> 00:14:26,609 ไปมากับ Claude ทั้งบทสนทนานั้นถือเป็น input tokens ที่เรายังเผาอยู่ครับ. 251 00:14:26,609 --> 00:14:31,148 และตอนที่มันตอบกลับมา นั่นก็นับเป็น tokens ด้วยเช่นกันครับ. 252 00:14:31,148 --> 00:14:33,764 ข้อความแต่ละข้อความเดี่ยว ๆ จริง ๆ 253 00:14:33,764 --> 00:14:35,533 แล้วไม่แพงเท่าไหร่ครับ. 254 00:14:35,533 --> 00:14:37,918 แต่พอมันไปถึง 200 ข้อความ จู่ ๆ 255 00:14:37,918 --> 00:14:44,611 เราต้องจำไม่ใช่แค่ข้อความเดี่ยวตรงนั้น แต่ต้องจำ 200 ข้อความล่าสุดเป็น tokens ด้วยครับ. 256 00:14:44,611 --> 00:14:47,612 และนี่คือเหตุผลที่มันเป็นกราฟแบบยกกำลัง 257 00:14:47,612 --> 00:14:49,996 เพราะยิ่งบทสนทนายาว ขึ้น tokens 258 00:14:49,996 --> 00:14:52,304 กับหน่วยความจำยิ่งบานปลายครับ. 259 00:14:52,304 --> 00:14:53,612 พอมาถึงช่วงท้าย ๆ 260 00:14:53,612 --> 00:15:00,459 มันบานได้เร็วมาก และนั่นคือเขตอันตรายที่ tokens หรือเครดิตของเราอาจระเบิดขึ้งมาก็ได้ครับ. 261 00:15:00,459 --> 00:15:06,845 แล้วเราก็หมดโควตาเซสชันปัจจุบันหรือลิมิตรายสัปดาห์ก็เป็นได้ ก่อนที่เราจะรู้ตัวครับ. 262 00:15:06,845 --> 00:15:08,922 ทางแก้คือรีเซ็ตบทสนทนาครับ. 263 00:15:08,922 --> 00:15:12,307 และวิธีที่เราทำสิ่งนั้นได้ พร้อมกับอีกหลาย ๆ 264 00:15:12,307 --> 00:15:17,384 อย่าง คือผ่าน slash commands (คำสั่งเริ่มด้วยเครื่องหมายทับ) ครับ. 265 00:15:17,384 --> 00:15:23,539 ใน Claude Code ถ้าพิมพ์เครื่องหมาย / ตรงนี้ เราจะเข้าถึงคำสั่งเยอะแยะมากมายครับ. 266 00:15:23,539 --> 00:15:26,232 หนึ่งในนั้นคือพิมพ์ว่า context ครับ 267 00:15:26,232 --> 00:15:29,309 (รู้สึกเหมือนผมกำลังตะโกนใส่ Claude Code 268 00:15:29,309 --> 00:15:32,925 ที่พิมพ์เป็นตัวหนังสือใหญ่ทั้งหมดอยู่ตรงนี้เลย) 269 00:15:32,925 --> 00:15:34,310 แต่พอพิมพ์ context 270 00:15:34,310 --> 00:15:37,387 มันจะบอกเราว่าบทสนทนาปัจจุบันใช้ context 271 00:15:37,387 --> 00:15:39,772 ไปเท่าไหร่แล้วครับ. จำไว้นะครับ 272 00:15:39,772 --> 00:15:43,157 มันมีความจำที่กำหนดไว้ล่วงหน้าเท่านั้น จำ 10 273 00:15:43,157 --> 00:15:46,696 ปีไม่ได้ จำได้แค่ประมาณหนึ่งถึงสองชั่วโมงครับ. 274 00:15:46,696 --> 00:15:50,466 และคำสั่งนี้จะบอกว่าความจำนั้นเต็มแค่ไหนแล้วครับ. 275 00:15:50,466 --> 00:15:55,082 ยิ่งเลขนี้สูงขึ้นเท่าไหร่ เรายิ่งใช้เงินมากขึ้นเท่านั้นครับ. 276 00:15:55,082 --> 00:15:57,543 อีกทางเลือกคือพิมพ์ /clear ครับ. 277 00:15:57,543 --> 00:16:02,929 และสิ่งที่มันทำคือรีเซ็ตบทสนทนาเพื่อที่เราจะได้ไม่เผาเงินในเครดิตครับ. 278 00:16:02,929 --> 00:16:04,467 เรื่องนี้สำคัญจริง ๆ 279 00:16:04,467 --> 00:16:09,006 นะครับ เพราะหลายคนเผาเครดิตหมดแล้วโดนล็อคไปทั้งอาทิตย์ครับ. 280 00:16:09,006 --> 00:16:12,776 และแน่นอนว่าเราไม่อยากให้เกิดกับตัวเองแน่นอนครับ. 281 00:16:12,776 --> 00:16:14,622 มี slash commands อื่น ๆ 282 00:16:14,622 --> 00:16:18,469 อีกเยอะแยะที่ใช้ได้เช่นกัน แต่พวกนี้คือกลุ่มหลัก ๆ 283 00:16:18,469 --> 00:16:19,700 ที่ผมชอบใช้ครับ. 284 00:16:19,700 --> 00:16:24,470 เดี๋ยวเราจะคุยเรื่อง slash commands เพิ่มเติมอีกทีตอนท้ายครับ. 285 00:16:24,470 --> 00:16:29,086 เรื่องถัดไปคือ memory (หน่วยความจำถาวร) ใน Claude Code ครับ. 286 00:16:29,086 --> 00:16:31,163 ขออธิบายให้ชัดที่สุดนะครับ. 287 00:16:31,163 --> 00:16:37,164 มองขึ้นไปด้านบนตรงนี้ เราเปิดบทสนทนาไว้หลายบทพร้อมกัน ตรงนี้เห็นอยู่สี่บทครับ. 288 00:16:37,164 --> 00:16:40,087 ปัญหาคือบทสนทนาพวกนี้แยกขาดจากกันครับ. 289 00:16:40,087 --> 00:16:44,626 ถ้าผมพูดอะไรในบทสนทนา A บทสนทนา C จะไม่รู้ว่าผมพูดอะไรครับ. 290 00:16:44,626 --> 00:16:47,550 มันไม่ได้คงอยู่ข้ามบทสนทนาต่าง ๆ ครับ. 291 00:16:47,550 --> 00:16:51,627 ดังนั้นทุกบทสนทนาเราต้องเริ่มจากศูนย์ใหม่ทั้งหมดครับ. 292 00:16:51,627 --> 00:16:57,551 แต่ memory เป็นวิธีที่เราบันทึกข้อมูลซึ่งจะคงอยู่ตลอดทุกบทสนทนาเหล่านั้นครับ. 293 00:16:57,551 --> 00:17:03,783 ตัวอย่างเช่น ผมพิมพ์ว่าอัปเดต system memory ด้วยอาหารโปรดของผม ซึ่งก็คือซูชิครับ. 294 00:17:03,783 --> 00:17:10,783 แล้วพอไปหน้าต่างแชทถัดไป ผมถามว่า "เฮ้ อาหารโปรดของผมคืออะไร" แล้วมันจะจำได้ว่าคือซูชิครับ. 295 00:17:10,783 --> 00:17:13,938 เราสามารถบันทึกสิ่งต่าง ๆ เกี่ยวกับตัวเอง 296 00:17:13,938 --> 00:17:15,092 เกี่ยวกับธุรกิจ 297 00:17:15,092 --> 00:17:18,400 เกี่ยวกับสไตล์การเขียนที่เราชอบ อะไรก็ว่าไป 298 00:17:18,400 --> 00:17:20,169 แล้วมันจะคงอยู่กับทุก ๆ 299 00:17:20,169 --> 00:17:22,939 บทสนทนาที่เรามีกับ Claude Code ครับ. 300 00:17:22,939 --> 00:17:28,324 แนวคิดถัดไปเรียกว่า compacting (การย่อบทสนทนา) ซึ่งช่วยให้บทสนทนายาว ๆ 301 00:17:28,324 --> 00:17:31,555 ของเราคงความคมชัดไว้ได้ครับ. นี่เป็น slash 302 00:17:31,555 --> 00:17:32,786 command ตัวหนึ่ง 303 00:17:32,786 --> 00:17:36,017 และอย่างที่เราคุยกันไปก่อนหน้านี้ ทุกแชทมี 304 00:17:36,017 --> 00:17:38,248 context window ของตัวเองครับ. 305 00:17:38,248 --> 00:17:42,403 พอมันถึง 100% Claude จะบีบอัดบทสนทนานั้นอัตโนมัติครับ. 306 00:17:42,403 --> 00:17:49,634 วิธีทำคือมันเอาบทสนทนาทั้งก้อนมาสรุปย่อ ซึ่งก็เท่ากับรีเซ็ต context window ของเรานั่นแหละครับ. 307 00:17:49,634 --> 00:17:56,943 เราจะรอให้ Claude ทำเองก็ได้ หรือจะทำเองด้วยการพิมพ์ /compact แล้วมันจะบีบอัดทั้งบทสนทนาลงครับ. 308 00:17:56,943 --> 00:18:03,405 ประโยชน์ของการทำเองคือเมื่อ context ของเราเต็มประมาณ 50% Claude จะเริ่มลืมสิ่งต่าง ๆ 309 00:18:03,405 --> 00:18:04,497 จริง ๆ 310 00:18:04,497 --> 00:18:08,575 แล้วเราก็เริ่มใช้เงินเยอะขึ้นมากผ่าน tokens ด้วยครับ. 311 00:18:08,575 --> 00:18:10,652 เรื่องถัดไปคือ skills (สกิล 312 00:18:10,652 --> 00:18:13,499 คือชุดคำสั่งสำเร็จรูป) ใน Claude Code 313 00:18:13,499 --> 00:18:16,576 และนี่คือสิ่งที่ผมใช้เยอะที่สุดใน Claude 314 00:18:16,576 --> 00:18:17,668 เลยครับ. 315 00:18:17,668 --> 00:18:21,822 มันคือคำสั่งที่เขียนเตรียมไว้ล่วงหน้าสำหรับทำงานต่าง ๆ 316 00:18:21,822 --> 00:18:25,130 ให้เสร็จครับ. ตัวอย่างหนึ่งคือการสร้างโพสต์ 317 00:18:25,130 --> 00:18:26,222 LinkedIn 318 00:18:26,222 --> 00:18:29,915 แต่ความจริงคืออะไรก็ตามที่เราทำซ้ำสองครั้งขึ้นไป 319 00:18:29,915 --> 00:18:33,454 เราสามารถเปลี่ยนเป็น skill แล้วให้ Claude Code 320 00:18:33,454 --> 00:18:34,916 ทำอัตโนมัติได้ครับ. 321 00:18:34,916 --> 00:18:40,917 ผมชอบคิดว่ามันเหมือน workflow (ขั้นตอนการทำงาน) แบบเรียกใช้เมื่อไหร่ก็ได้ครับ. 322 00:18:40,917 --> 00:18:44,148 ผมพยายามสร้างโพสต์ LinkedIn ทุก ๆ วันครับ. 323 00:18:44,148 --> 00:18:46,379 Claude Code เขียนดราฟแรกให้ผม 324 00:18:46,379 --> 00:18:49,148 และมันออกมาดีมากเพราะผมได้บอก Claude 325 00:18:49,148 --> 00:18:51,841 ไว้แล้วว่าโพสต์ที่ดีหน้าตาเป็นยังไง 326 00:18:51,841 --> 00:18:54,918 แล้วมันก็จำลองแบบนั้นได้ทุกครั้งเลยครับ. 327 00:18:54,918 --> 00:18:58,149 ตอนนี้ผมแค่เข้าไปใน Claude แล้วบอกว่า "เฮ้ 328 00:18:58,149 --> 00:19:00,534 เขียนโพสต์ LinkedIn ให้ผมหน่อย" 329 00:19:00,534 --> 00:19:03,381 มันจะดึงน้ำเสียง อารมณ์ขัน เสียงของผม 330 00:19:03,381 --> 00:19:06,458 ตัวอย่างโพสต์ LinkedIn ที่ดี ๆ และอื่น ๆ 331 00:19:06,458 --> 00:19:08,843 เข้ามา แล้วสร้างโพสต์ให้ผมครับ. 332 00:19:08,843 --> 00:19:11,843 นี่คือหน้าตาจริง ๆ ใน Claude Code ครับ. 333 00:19:11,843 --> 00:19:15,382 ที่ผมบอกว่า on demand (เรียกใช้เมื่อไหร่ก็ได้) 334 00:19:15,382 --> 00:19:18,614 ผมหมายถึงตรงตัวเลยว่าผมพิมพ์ slash command 335 00:19:18,614 --> 00:19:22,152 ตรงนี้ใน Claude ว่า /linkedin แล้วเรียก Claude 336 00:19:22,152 --> 00:19:25,614 มาสร้างโพสต์ LinkedIn ได้ทันทีที่ต้องการครับ. 337 00:19:25,614 --> 00:19:27,999 และ skills พวกนี้สร้างได้ง่าย ๆ 338 00:19:27,999 --> 00:19:29,384 ใน Claude เลยครับ. 339 00:19:29,384 --> 00:19:36,693 เปิดบทสนทนาใหม่แล้วบอกว่า "ช่วยสร้าง skill สำหรับโพสต์ LinkedIn ให้หน่อย" แล้วมันก็จะทำให้ครับ. 340 00:19:36,693 --> 00:19:39,770 และเมื่อเราใช้ skills เหล่านี้ไปเรื่อย ๆ 341 00:19:39,770 --> 00:19:43,001 มันจะไม่สมบูรณ์แบบจากครั้งแรก แต่เราค่อย ๆ 342 00:19:43,001 --> 00:19:46,848 ปรับปรุงมันทีละนิดจนกลายเป็นสิ่งที่เราอยากได้ครับ. 343 00:19:46,848 --> 00:19:50,310 หัวข้อถัดไปใน Claude Code เรียกว่า hooks (ฮุก 344 00:19:50,310 --> 00:19:54,080 คือการกระทำอัตโนมัติที่ทำงานตามช่วงเวลาในบทสนทนา) 345 00:19:54,080 --> 00:19:57,311 และนี่คือการกระทำอัตโนมัติที่เราให้ Claude 346 00:19:57,311 --> 00:20:00,234 Code ทำในบางขั้นตอนระหว่างบทสนทนาครับ. 347 00:20:00,234 --> 00:20:05,158 ลองนึกถึงบทสนทนาแบบดั้งเดิมใน Claude Code ซึ่งมีหลายขั้นตอนครับ. 348 00:20:05,158 --> 00:20:07,235 เราเริ่มบทสนทนาและจบบทสนทนา 349 00:20:07,235 --> 00:20:10,159 แล้วมีบางอย่างเกิดขึ้นระหว่างนั้น เช่น 350 00:20:10,159 --> 00:20:13,697 เราส่งข้อความ Claude ตอบข้อความกลับ ไปเรื่อย ๆ 351 00:20:13,697 --> 00:20:14,789 ครับ. 352 00:20:14,789 --> 00:20:21,636 เราสามารถตั้ง task (งาน) หรือ action (การกระทำ) ให้เกิดขึ้นในขั้นตอนใดก็ได้เหล่านั้นครับ. 353 00:20:21,636 --> 00:20:25,022 ตัวอย่างเช่น ผมสามารถกำหนดว่า "ถ้าผมพูดคำว่า 354 00:20:25,022 --> 00:20:27,406 pizza ตอนต้นบทสนทนา อย่าตอบกลับ 355 00:20:27,406 --> 00:20:30,945 บล็อกคำขอนั้นเลย" ครับ. ทดสอบด้วยการพิมพ์คำว่า 356 00:20:30,945 --> 00:20:33,407 pizza แล้วบทสนทนาจะหยุดนิ่งไปเลย 357 00:20:33,407 --> 00:20:36,561 ไม่มีอะไรเกิดขึ้น มันจะไม่ตอบกลับเลยครับ. 358 00:20:36,561 --> 00:20:40,023 แล้วผมพิมพ์ว่า "เฮ้" บทสนทนาก็กลับมาปกติครับ. 359 00:20:40,023 --> 00:20:44,639 แล้วพิมพ์ "Pizza" อีกครั้ง ก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้นอีก ไปเรื่อย ๆ 360 00:20:44,639 --> 00:20:47,794 แบบนี้ครับ. ตัวอย่างการใช้งานที่ดีกว่าคือ 361 00:20:47,794 --> 00:20:53,102 "อย่าอัปโหลดข้อมูลของผมขึ้นออนไลน์ถ้าคิดว่าผมกำลังเปิดเผยรหัสผ่านหรือ 362 00:20:53,102 --> 00:20:56,641 secret keys (กุญแจลับ) ที่ผมไม่ต้องการเปิดเผย" 363 00:20:56,641 --> 00:20:59,410 ครับ. นี่ก็เป็นอีกตัวอย่างหนึ่งครับ. 364 00:20:59,410 --> 00:21:05,873 และเพื่อจบเรื่อง hooks เรายังใส่บางอย่างตอนจบบทสนทนาตอนที่ Claude ตอบเราได้ด้วยครับ. 365 00:21:05,873 --> 00:21:08,181 เช่น เราบอกให้มันส่งเสียงครับ. 366 00:21:08,181 --> 00:21:11,643 และเสียงที่เพิ่งได้ยินก็คือ hook นั่นเองครับ. 367 00:21:11,643 --> 00:21:14,797 เราเข้าไปใน Claude บอกว่า "ช่วยสร้าง hook 368 00:21:14,797 --> 00:21:15,889 ให้ผมหน่อยครับ 369 00:21:15,889 --> 00:21:18,428 ที่ส่งเสียงทุกครั้งที่คุณตอบกลับ" 370 00:21:18,428 --> 00:21:20,505 แล้วมันก็จะสร้างให้เลยครับ. 371 00:21:20,505 --> 00:21:22,505 มันง่ายเท่านี้จริง ๆ ครับ. 372 00:21:22,505 --> 00:21:26,121 เรื่องถัดไปคือ MCP servers ใน Claude Code ครับ. 373 00:21:26,121 --> 00:21:31,891 MCP ย่อมาจาก Model Context Protocol (โปรโตคอลเชื่อมต่อแอปกับโมเดล AI) ครับ. 374 00:21:31,891 --> 00:21:34,276 มันคือวิธีเชื่อมต่อ Claude Code 375 00:21:34,276 --> 00:21:37,661 เข้ากับแอปพลิเคชันที่เราชื่นชอบทั้งหมด อย่าง 376 00:21:37,661 --> 00:21:41,123 Airtable กับ Slack และ Gmail กับ Google Drive 377 00:21:41,123 --> 00:21:43,200 และ Notion ไปเรื่อย ๆ ครับ. 378 00:21:43,200 --> 00:21:46,431 วิธีตั้งค่าคือเข้าไปที่ claude.ai/settings 379 00:21:46,431 --> 00:21:49,970 แล้วมาที่แท็บ connectors (ตัวเชื่อมต่อ) ตรงนี้ 380 00:21:49,970 --> 00:21:53,663 แล้วเราจะเลือกดูได้จากแอปนับร้อยตัวให้เชื่อมเข้า 381 00:21:53,663 --> 00:21:54,971 Claude Code ครับ. 382 00:21:54,971 --> 00:21:58,048 พอเชื่อมต่อเสร็จก็พร้อมใช้งานได้เลยครับ. 383 00:21:58,048 --> 00:22:05,280 เราสามารถกด configure ตรงนี้ด้วยได้ครับ แล้วเปลี่ยน permissions (สิทธิ์) ที่ Claude มีได้ครับ. 384 00:22:05,280 --> 00:22:08,588 ถ้าเราไม่อยากให้ Claude เขียนหรือลบอีเมลได้ 385 00:22:08,588 --> 00:22:11,050 เราสามารถตั้งเป็น needs approval 386 00:22:11,050 --> 00:22:14,050 (ต้องขออนุญาตก่อน) หรือ blocked (บล็อก) 387 00:22:14,050 --> 00:22:17,743 แล้วมันจะทำการกระทำเหล่านั้นอัตโนมัติไม่ได้ครับ. 388 00:22:17,743 --> 00:22:20,205 ตัวอย่างเช่น เราเชื่อมเข้า Gmail 389 00:22:20,205 --> 00:22:21,743 แล้วทุกฉบับที่เข้ามา 390 00:22:21,743 --> 00:22:25,205 ระบบจะติดป้ายกำกับอัตโนมัติเป็น miscellaneous 391 00:22:25,205 --> 00:22:28,283 (เบ็ดเตล็ด) หรือ personal (ส่วนตัว) หรือ 392 00:22:28,283 --> 00:22:30,975 website (เว็บไซต์) อะไรก็ว่าไปครับ. 393 00:22:30,975 --> 00:22:34,360 เรื่องถัดไปคือ APIs (Application Programming 394 00:22:34,360 --> 00:22:37,515 Interfaces คือช่องทางให้โปรแกรมคุยกันเอง) 395 00:22:37,515 --> 00:22:40,130 ซึ่งเป็นอีกวิธีที่เราเชื่อม Claude 396 00:22:40,130 --> 00:22:43,362 เข้ากับแอปพลิเคชันที่เราชอบทั้งหมดได้ครับ. 397 00:22:43,362 --> 00:22:46,747 ผลลัพธ์มันคล้าย MCP มากครับ. ความต่างคือ MCP 398 00:22:46,747 --> 00:22:49,439 เป็นของใหม่ ไม่มีอยู่เมื่อ 5 ปีก่อน 399 00:22:49,439 --> 00:22:52,055 และมันทำให้ AI agents (เอเจนต์ AI) 400 00:22:52,055 --> 00:22:55,594 เชื่อมต่อเข้าแอปโปรดของเราได้ง่ายโดยเฉพาะครับ. 401 00:22:55,594 --> 00:22:57,133 ปัญหาคือ MCP ยังใหม่ 402 00:22:57,133 --> 00:23:00,518 และยังไม่ใช่ทุกแอปพลิเคชันที่มีตัวเชื่อมเข้า 403 00:23:00,518 --> 00:23:03,287 Claude Code แต่เราก็ยังเชื่อม Claude 404 00:23:03,287 --> 00:23:04,826 เข้ากับแอปโปรดอื่น ๆ 405 00:23:04,826 --> 00:23:09,442 ทั้งหมดได้ แม้จะยังไม่มี MCP server ก็ตาม โดยผ่าน APIs ครับ. 406 00:23:09,442 --> 00:23:15,520 ในทางปฏิบัติ สิ่งที่เราต้องทำมีแค่บอก Claude ให้เชื่อมต่อแอปพลิเคชันเข้ามาครับ. 407 00:23:15,520 --> 00:23:18,981 ในอุดมคติให้เริ่มจาก MCP ก่อน และถ้าไม่มี MCP 408 00:23:18,981 --> 00:23:21,828 เมื่อไหร่ ค่อยใช้ API key (กุญแจ API) 409 00:23:21,828 --> 00:23:23,136 เป็นตัวสำรองครับ. 410 00:23:23,136 --> 00:23:29,444 นี่คือวิธีที่แอปพลิเคชันสื่อสารกันมาหลายสิบปีก่อนที่ MCP servers จะมีอยู่จริงครับ. 411 00:23:29,444 --> 00:23:34,907 สิ่งเดียวที่เราต้องมีคือรหัสผ่านเพื่อยืนยันว่าเราเป็นใครตามที่อ้างครับ. 412 00:23:34,907 --> 00:23:40,138 สมมติผมล็อกอินเข้า Gmail ตรงนี้ มันจะขอรหัสผ่านเพื่อยืนยันตัวตนครับ. 413 00:23:40,138 --> 00:23:41,230 คล้ายกันมาก ๆ 414 00:23:41,230 --> 00:23:48,616 การเชื่อม Claude ผ่าน API เข้ากับแอปพลิเคชันภายนอก เราต้องมีรหัสผ่านเพื่อยืนยันตัวตนเช่นกันครับ. 415 00:23:48,616 --> 00:23:53,232 และเราควรเก็บรหัสผ่านนั้นไว้ในสิ่งที่เรียกว่าไฟล์ .env ครับ. 416 00:23:53,232 --> 00:23:57,847 นี่คือที่ที่ secret keys ทั้งหมดควรอยู่ หน้าตาประมาณนี้ครับ. 417 00:23:57,847 --> 00:24:01,309 เหตุผลที่ต้องเก็บไว้ตรงนี้คือเพื่อความปลอดภัย 418 00:24:01,309 --> 00:24:03,464 เพื่อว่าพอเรา deploy (ปล่อย) 419 00:24:03,464 --> 00:24:05,233 โปรเจกต์ขึ้นออนไลน์จริง 420 00:24:05,233 --> 00:24:08,156 จะได้ไม่มีช่องโหว่ด้านความปลอดภัยครับ. 421 00:24:08,156 --> 00:24:11,003 แนวคิดถัดไปคือ sub-agents (ซับเอเจนต์ 422 00:24:11,003 --> 00:24:14,388 คือผู้เชี่ยวชาญที่ตั้งค่าไว้ล่วงหน้าแล้ว) ใน 423 00:24:14,388 --> 00:24:15,480 Claude Code 424 00:24:15,480 --> 00:24:21,019 ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญที่กำหนดค่าเตรียมไว้แล้วที่เรานำกลับมาใช้ซ้ำได้ครับ. 425 00:24:21,019 --> 00:24:23,096 แนวคิดคล้าย skills มากครับ. 426 00:24:23,096 --> 00:24:29,713 ความต่างระหว่างสองอย่างนี้ ผมจะใช้การเปรียบเทียบนะครับ ลองนึกภาพว่าเราไปร้านอาหารครับ. 427 00:24:29,713 --> 00:24:37,021 กับ sub-agent ให้คิดว่าเราสั่งอาหาร แล้วอาหารถูกปรุงเสร็จในครัว แล้วค่อยเสิร์ฟกลับมาให้เราครับ. 428 00:24:37,021 --> 00:24:42,714 เราสั่ง เราได้อาหารกลับมา แต่ทุกอย่างตรงกลางเราไม่ได้เห็นกระบวนการเลยครับ. 429 00:24:42,714 --> 00:24:48,023 ส่วน skills ก็เหมือนเราสั่งอาหาร แล้วเชฟปรุงให้ตรงโต๊ะหน้าเราเลยครับ. 430 00:24:48,023 --> 00:24:51,561 เราเห็นทั้งกระบวนการ เข้าใจทุกอย่างที่เกิดขึ้น 431 00:24:51,561 --> 00:24:53,716 ซักถามหรือขอให้ทำบางอย่างได้ 432 00:24:53,716 --> 00:24:55,716 แล้วได้อาหารมาตรงหน้าครับ. 433 00:24:55,716 --> 00:25:03,024 ประโยชน์ของ sub-agent คือมันเป็นระบบปิดที่ครบในตัว และควรใช้ context ในบทสนทนานั้นน้อยกว่าครับ. 434 00:25:03,024 --> 00:25:08,256 ประโยชน์ของ skills คือมันอยู่ในแชทของเรา แล้วเราได้ดูทุกขั้นตอนครับ. 435 00:25:08,256 --> 00:25:11,256 ตัวอย่างเช่น ผมสามารถพูดว่า "อ่าน agent 436 00:25:11,256 --> 00:25:14,180 ตัวนี้หน่อย" ครับ แล้วเราจะเห็น agents 437 00:25:14,180 --> 00:25:16,180 ของเราอยู่ในโฟลเดอร์ตรงนี้ 438 00:25:16,180 --> 00:25:19,565 แล้วบอกให้สรุปภาพรวมโปรเจกต์นี้ให้หน่อยครับ. 439 00:25:19,565 --> 00:25:24,412 มันจะหา agent ตัวนั้น ทำงานนั้น แล้วส่งผลลัพธ์กลับมาให้เราครับ. 440 00:25:24,412 --> 00:25:29,720 อนึ่ง โครงสร้างไฟล์ตรงนี้เป็นแค่ boilerplate (โครงหลักตัวอย่าง) ครับ. 441 00:25:29,720 --> 00:25:33,028 เราไม่ต้อง memorize อะไรเลย แค่ขอให้ Claude 442 00:25:33,028 --> 00:25:34,182 สร้าง agent ให้ 443 00:25:34,182 --> 00:25:38,029 แล้วมันจะสร้างโครงสร้างไฟล์นี้ให้อัตโนมัติเองครับ. 444 00:25:38,029 --> 00:25:42,645 เรื่องถัดไปคือ agent teams (ทีมเอเจนต์) ใน Claude Code ครับ. 445 00:25:42,645 --> 00:25:49,030 วิธีดั้งเดิมที่ Claude ทำงานคือเราส่ง prompt เช่น "สร้างเว็บไซต์ห้าหน้าให้ผม" ครับ. 446 00:25:49,030 --> 00:25:54,646 มันรับ task นั้นแล้วสร้างหน้าแรก แล้วหน้าที่สอง แล้วหน้าที่สาม ไปเรื่อย ๆ 447 00:25:54,646 --> 00:25:55,738 ครับ. 448 00:25:55,738 --> 00:25:59,431 นี่คือแบบ sequential (เรียงลำดับทีละอย่าง) ครับ. 449 00:25:59,431 --> 00:26:05,970 หน้าที่สามจะไม่เริ่มจนกว่าหน้าที่สองเสร็จ และหน้าสองจะไม่เริ่มจนกว่าหน้าแรกเสร็จครับ. 450 00:26:05,970 --> 00:26:09,125 หมายความว่ามันช้ามากครับ. กับ agent teams 451 00:26:09,125 --> 00:26:11,740 สิ่งที่เกิดขึ้นคือมี manager agent 452 00:26:11,740 --> 00:26:15,125 (เอเจนต์ผู้จัดการ) ที่มอบหมายงานให้ employee 453 00:26:15,125 --> 00:26:17,356 agents (เอเจนต์ลูกน้อง) ครับ. 454 00:26:17,356 --> 00:26:20,203 พูดคือถ้าเราสร้างเว็บไซต์ที่มีห้าหน้า 455 00:26:20,203 --> 00:26:23,434 เอเจนต์ลูกน้องตัวหนึ่งได้รับมอบหมายหน้าแรก 456 00:26:23,434 --> 00:26:26,896 อีกตัวได้หน้าที่สอง และตัวที่สามได้หน้าที่สาม 457 00:26:26,896 --> 00:26:28,127 ไปเรื่อย ๆ ครับ. 458 00:26:28,127 --> 00:26:32,051 หมายความว่ามันเร็วกว่าเพราะไม่ใช่แบบเรียงลำดับครับ. 459 00:26:32,051 --> 00:26:36,051 เราไม่ต้องรอแต่ละขั้นเสร็จ มันทำทุกขั้นพร้อมกันครับ. 460 00:26:36,051 --> 00:26:41,129 มันแยก context ออกจากกัน ซึ่งแปลว่าเรายังได้ผลลัพธ์ดีขึ้นด้วยครับ. 461 00:26:41,129 --> 00:26:48,437 ไม่ใช่เอเจนต์เดียวทำทุกอย่าง แต่เป็นสามเอเจนต์ที่เชี่ยวชาญบทบาทใดบทบาทหนึ่งแล้วทำบทบาทนั้นครับ. 462 00:26:48,437 --> 00:26:50,976 เราจึงได้ผลลัพธ์ดีขึ้นโดยรวมครับ. 463 00:26:50,976 --> 00:26:53,669 ใน Claude หน้าตามันก็ประมาณนี้ครับ. 464 00:26:53,669 --> 00:27:00,208 เราพูดว่า "เปิด parallel agents (เอเจนต์ขนาน) ให้ผมหน่อย" แล้วมันก็ทำงานได้ทันทีครับ. 465 00:27:00,208 --> 00:27:03,285 ไม่ต้องตั้งค่าหรือติดตั้งอะไรล่วงหน้าเลย 466 00:27:03,285 --> 00:27:05,978 แค่พิมพ์ว่า "build parallel agents" 467 00:27:05,978 --> 00:27:08,132 แล้วดูตรงนี้ได้เลยว่า Claude 468 00:27:08,132 --> 00:27:11,363 มอบหมายความรับผิดชอบให้เอเจนต์แยกกันสามตัว 469 00:27:11,363 --> 00:27:14,748 ตัวหนึ่งทำหน้าแรก หน้า about และหน้า contact 470 00:27:14,748 --> 00:27:15,840 ครับ. 471 00:27:15,840 --> 00:27:22,918 เรื่องถัดไปคือ plugins (ปลั๊กอิน) ใน Claude Code ซึ่งก็คือ skills ที่เราไม่ต้องสร้างเองครับ. 472 00:27:22,918 --> 00:27:27,919 ถ้าจำได้ เราเคยคุยเรื่อง skills อย่างการสร้างโพสต์ LinkedIn ครับ. 473 00:27:27,919 --> 00:27:30,611 ปัญหาคือเราต้องพัฒนา skill เองครับ. 474 00:27:30,611 --> 00:27:34,458 ต้องบอกมันว่าเราอยากได้อะไร และไม่อยากได้อะไรครับ. 475 00:27:34,458 --> 00:27:37,535 แต่ plugin คือคนอื่นสร้างให้เราแล้วครับ. 476 00:27:37,535 --> 00:27:42,228 เขาปรับจนสมบูรณ์แล้ว แล้วเราก็แค่ใช้ผลงานสำเร็จรูปของเขาครับ. 477 00:27:42,228 --> 00:27:47,998 ใน Claude Code เราพิมพ์ /plugins แล้วจะเข้าถึงปลั๊กอินนับร้อยตัวที่คนอื่น ๆ 478 00:27:47,998 --> 00:27:51,537 สร้างไว้ ซึ่งใช้ได้ทันทีครับ. ตัวอย่างที่ดีคือ 479 00:27:51,537 --> 00:27:54,999 plugin ด้าน front-end design (ออกแบบหน้าเว็บ) 480 00:27:54,999 --> 00:27:57,769 ตัวนี้ ที่ทำให้เราสร้างเว็บไซต์สวย ๆ 481 00:27:57,769 --> 00:28:01,154 ได้ทันทีใช้ทันทีครับ. แนวคิดถัดไปคือ browser 482 00:28:01,154 --> 00:28:04,462 automation (ระบบควบคุมเบราว์เซอร์อัตโนมัติ) 483 00:28:04,462 --> 00:28:05,693 ซึ่งทำให้ Claude 484 00:28:05,693 --> 00:28:10,693 ควบคุมอินเทอร์เน็ตหรือเบราว์เซอร์ของเราได้เหมือนที่มนุษย์ใช้ครับ. 485 00:28:10,693 --> 00:28:13,540 ตอนนี้ผมไม่ได้แตะคอมพิวเตอร์เลยจริง ๆ 486 00:28:13,540 --> 00:28:17,848 ครับ แต่เห็นได้ว่า Claude รับช่วงควบคุมคอมของผมแล้วครับ. 487 00:28:17,848 --> 00:28:20,695 มันล็อกอินเข้าแอปพลิเคชันเองอัตโนมัติ 488 00:28:20,695 --> 00:28:22,849 แล้วดาวน์โหลดใบแจ้งหนี้ของผม 489 00:28:22,849 --> 00:28:25,849 แล้วจะอัปโหลดเข้าโปรแกรมบัญชีของผมครับ. 490 00:28:25,849 --> 00:28:31,388 มันทำอย่างนี้ให้ผมเดือนละครั้ง เพื่อที่ผมจะได้ไม่ต้องทำของแบบนี้เองครับ. 491 00:28:31,388 --> 00:28:37,235 อันนี้ต่างจากการที่ Claude แค่ค้นหาเว็บไซต์ให้เรานะครับ มันลงมือทำสิ่งต่าง ๆ 492 00:28:37,235 --> 00:28:39,620 ในเบราว์เซอร์แทนเราจริง ๆ ครับ. 493 00:28:39,620 --> 00:28:45,005 วิธีทำคือเข้าไปที่ plugin store อีกครั้งแล้วดาวน์โหลด Playwright ครับ. 494 00:28:45,005 --> 00:28:51,468 และ Playwright คือโค้ดประเภทหนึ่งที่เชี่ยวชาญเรื่อง browser automation โดยเฉพาะครับ. 495 00:28:51,468 --> 00:28:55,622 พอติดตั้งเสร็จเราก็แค่บอก Claude ว่าอยากให้ทำอะไรครับ. 496 00:28:55,622 --> 00:29:00,700 มันจะรับช่วงควบคุมอินเทอร์เน็ตของเราแล้วทำงานนั้นให้อัตโนมัติครับ. 497 00:29:00,700 --> 00:29:05,777 แนวคิดถัดไปคือ extended thinking (โหมดคิดยาว) ใน Claude Code ครับ. 498 00:29:05,777 --> 00:29:10,624 ฟีเจอร์นี้ให้ Claude มีความสามารถในการใช้เหตุผลก่อนลงมือทำครับ. 499 00:29:10,624 --> 00:29:15,548 เรามีสองโหมดคือ fast mode (โหมดเร็ว) กับ extended thinking ครับ. 500 00:29:15,548 --> 00:29:18,779 ใน fast mode เราอาจได้คำตอบกลับมาเร็วมาก ๆ 501 00:29:18,779 --> 00:29:22,472 แต่คำตอบอาจจะไม่ได้ถูกคิดมาอย่างดีเท่ากับการให้เ 502 00:29:22,472 --> 00:29:26,164 วลามันคิดว่าควรตอบคำถามเราแบบไหนถึงจะดีที่สุดครั 503 00:29:26,164 --> 00:29:27,256 บ. 504 00:29:27,256 --> 00:29:32,411 เมื่อเปิด extended thinking ไว้ มันจะกำหนดปัญหา พิจารณาแนวทางต่าง ๆ 505 00:29:32,411 --> 00:29:37,642 เลือกอันที่ดีที่สุด ตรวจสอบ แล้วค่อยให้คำตอบที่คิดมาอย่างรอบคอบครับ. 506 00:29:37,642 --> 00:29:44,797 วิธีเปิดคือกด slash command ตรงล่างนี้ แล้วเปิด thinking ตรงนี้ได้เลยโดยสลับ toggle เปิดครับ. 507 00:29:44,797 --> 00:29:47,951 แนวคิดถัดไปใน Claude Code คือ checkpoints 508 00:29:47,951 --> 00:29:49,182 (จุดบันทึกสถานะ) 509 00:29:49,182 --> 00:29:52,260 และอันนี้ทรงพลังมากในกรณีที่เราพลาดครับ. 510 00:29:52,260 --> 00:29:56,029 มันก็เหมือนกับปุ่ม undo (ย้อนกลับ) แทบจะเป๊ะครับ. 511 00:29:56,029 --> 00:30:00,338 สิ่งที่มันทำได้คือเอาโค้ดย้อนกลับไปสู่สถานะก่อนหน้าครับ. 512 00:30:00,338 --> 00:30:03,184 ระหว่างที่เราคุยกับ Claude ไปเรื่อย ๆ 513 00:30:03,184 --> 00:30:07,492 สักวันหนึ่งความผิดพลาดย่อมเกิดขึ้นได้เป็นเรื่องปกติครับ. 514 00:30:07,492 --> 00:30:13,185 และเมื่อความผิดพลาดเกิดขึ้น เรามีปุ่มตรงนี้ คือลูกศรย้อนหลัง อยู่ท้ายทุก ๆ 515 00:30:13,185 --> 00:30:14,277 ข้อความครับ. 516 00:30:14,277 --> 00:30:17,893 เราเลื่อนขึ้นไปตามบทสนทนาจนเจอจุดที่ต้องการย้อน 517 00:30:17,893 --> 00:30:20,740 คลิก แล้วโค้ดจะย้อนกลับไปช่วงเวลานั้น 518 00:30:20,740 --> 00:30:24,663 แล้วทุกอย่างที่เกิดขึ้นหลังจากนั้นจะถูกย้อนคืนครับ. 519 00:30:24,663 --> 00:30:28,048 แนวคิดถัดไปคือ GitHub ซึ่งไม่ใช่ Claude Code 520 00:30:28,048 --> 00:30:29,140 ก็จริง 521 00:30:29,140 --> 00:30:32,218 แต่เป็นสิ่งที่ทุกคนควรรู้วิธีใช้ถ้าจะใช้ 522 00:30:32,218 --> 00:30:34,064 Claude Code จริงจังครับ. 523 00:30:34,064 --> 00:30:37,757 ให้คิดว่าเหมือน Google Drive สำหรับเก็บโค้ดครับ. 524 00:30:37,757 --> 00:30:42,911 เราอัปโหลดโค้ดขึ้นออนไลน์เพื่อเก็บไว้อย่างปลอดภัยที่ไหนสักแห่งครับ. 525 00:30:42,911 --> 00:30:45,296 และมันมีประโยชน์ใหญ่สองข้อครับ. 526 00:30:45,296 --> 00:30:47,143 ข้อแรกคือถ้าเราจะ deploy 527 00:30:47,143 --> 00:30:49,143 เว็บแอปพลิเคชันขึ้นออนไลน์ 528 00:30:49,143 --> 00:30:52,528 โอกาสสูงมากที่เราต้อง deploy โค้ดขึ้น GitHub 529 00:30:52,528 --> 00:30:53,990 ก่อน แล้วจาก GitHub 530 00:30:53,990 --> 00:30:57,067 ค่อยปล่อยขึ้นออนไลน์ผ่านแอปพลิเคชันอย่าง 531 00:30:57,067 --> 00:30:58,529 Vercel เป็นต้นครับ. 532 00:30:58,529 --> 00:31:03,914 Vercel แค่ทำให้เราเผยแพร่เว็บไซต์ขึ้นออนไลน์ได้ ให้ใครก็เข้าชมได้ครับ. 533 00:31:03,914 --> 00:31:10,222 แต่เรื่องสำคัญกว่าในความเห็นผมคือการมี backup (สำเนาสำรอง) ของโปรเจกต์ทั้งหมดครับ. 534 00:31:10,222 --> 00:31:13,069 เพราะถ้าคอมพิวเตอร์เราหาย โดนขโมย พัง 535 00:31:13,069 --> 00:31:16,069 หรืออะไรก็ตามแต่ แล้วเราเพิ่งเสียเวลา 6 536 00:31:16,069 --> 00:31:19,224 เดือนสร้างโปรเจกต์นี้มา แล้วโปรเจกต์หายไป 537 00:31:19,224 --> 00:31:22,762 มันคือหายนะที่ช้ำใจสุด ๆ เลยครับ. การมี GitHub 538 00:31:22,762 --> 00:31:26,147 แปลว่าเราอัปโหลดโค้ดเก็บสำรองไว้อย่างปลอดภัย 539 00:31:26,147 --> 00:31:29,609 แล้วเมื่อไหร่ที่เกิดอะไรขึ้น เราแค่ดึงโค้ดจาก 540 00:31:29,609 --> 00:31:32,533 GitHub กลับเข้าคอมพิวเตอร์ได้เสมอครับ. 541 00:31:32,533 --> 00:31:35,379 วิธีทำคือสมัครบัญชีฟรีบน GitHub ครับ. 542 00:31:35,379 --> 00:31:38,688 กดมุมขวาบน ไปที่ repositories (ที่เก็บโค้ด) 543 00:31:38,688 --> 00:31:40,688 ตรงนี้ คลิก new repository 544 00:31:40,688 --> 00:31:42,611 แล้วตั้งชื่อตามที่ต้องการ 545 00:31:42,611 --> 00:31:45,765 และต้องแน่ใจว่าตั้งเป็น private (ส่วนตัว) 546 00:31:45,765 --> 00:31:48,920 ครับ. กด create repository ครับ. มันจะให้ 547 00:31:48,920 --> 00:31:52,151 snippet โค้ดมาตรงนี้ แล้วเราก็ก๊อปปีี้เข้า 548 00:31:52,151 --> 00:31:55,151 Claude Code แล้วมันควรจะ push (อัปโหลด) 549 00:31:55,151 --> 00:31:58,152 โค้ดทั้งหมดจากโปรเจกต์ของเราขึ้น GitHub 550 00:31:58,152 --> 00:31:59,244 ให้ครับ. 551 00:31:59,244 --> 00:32:04,552 แนวคิดถัดไปคือ scheduled tasks (งานตามกำหนดเวลา) ใน Claude Code ครับ. 552 00:32:04,552 --> 00:32:07,398 ขอยกตัวอย่างก่อนที่จะแยกอธิบายนะครับ. 553 00:32:07,398 --> 00:32:12,707 สมมติว่าเราอยากให้ Claude Code ดูแลกล่องจดหมายอีเมลทั้งหมดของเราครับ. 554 00:32:12,707 --> 00:32:14,399 ทุกครั้งที่อีเมลเข้ามา 555 00:32:14,399 --> 00:32:17,784 เราอยากให้ติดป้ายกำกับอัตโนมัติ ไม่ว่าจะเป็น 556 00:32:17,784 --> 00:32:20,092 miscellaneous personal website 557 00:32:20,092 --> 00:32:21,323 อะไรก็ว่าไปครับ. 558 00:32:21,323 --> 00:32:23,785 เราสามารถให้ Claude ทำ task ใด ๆ 559 00:32:23,785 --> 00:32:30,324 ให้เราตามช่วงเวลาที่กำหนด ไม่ว่าจะทุกนาที ทุก 15 นาที ทุกชั่วโมง หรือทุกวันก็ได้ครับ. 560 00:32:30,324 --> 00:32:32,632 และนี่คือ scheduled task ครับ. 561 00:32:32,632 --> 00:32:39,172 สิ่งที่ผมบอก Claude คือทุก 15 นาที ให้เฝ้าดูกล่อง Gmail ของผมแล้วจัดหมวดทุกอย่างครับ. 562 00:32:39,172 --> 00:32:44,326 สร้างอีเมลดราฟถ้าจำเป็น ส่งต่ออีเมลถ้าเป็นอีเมลฝ่ายบัญชี ไปเรื่อย ๆ 563 00:32:44,326 --> 00:32:45,418 ครับ. 564 00:32:45,418 --> 00:32:52,804 วิธีทำคือเราเข้าไปใน Claude แล้วพูดได้เลยว่า "ช่วยตั้ง schedule task ทุก 15 นาทีหน่อยครับ" ครับ. 565 00:32:52,804 --> 00:32:56,343 แล้วสิ่งที่มันทำคือมันจะสร้าง script (สคริปต์) 566 00:32:56,343 --> 00:32:59,728 บนคอมพิวเตอร์ของเรา ซึ่งโดยเทคนิคแล้วอยู่นอก 567 00:32:59,728 --> 00:33:02,497 Claude คืออยู่บนเครื่องเรา แล้วทุก ๆ 568 00:33:02,497 --> 00:33:04,497 ช่วงเวลาที่กำหนด ไม่ว่า 15 569 00:33:04,497 --> 00:33:07,036 นาทีหรือหนึ่งชั่วโมง มันจะทำ task 570 00:33:07,036 --> 00:33:10,575 ที่เราตั้งใจไว้ เช่น จัดระเบียบกล่องอีเมลครับ. 571 00:33:10,575 --> 00:33:15,114 เรื่องสุดท้ายคือ terminal (เทอร์มินัล) ใน Claude Code ครับ. 572 00:33:15,114 --> 00:33:17,037 นี่เป็นแนวคิดสุดท้ายครับ. 573 00:33:17,037 --> 00:33:21,269 นี่คือ terminal ยุค 1960s ดั้งเดิมแบบที่เคยเห็นกันครับ. 574 00:33:21,269 --> 00:33:23,885 ผมจะปิดแล้วเปิดใหม่อีกครั้งนะครับ. 575 00:33:23,885 --> 00:33:28,347 เราโต้ตอบกับ Claude Code ได้ทั้งหมดจากในกล่องดำนี้เลยครับ. 576 00:33:28,347 --> 00:33:31,809 แค่พิมพ์คำว่า claude ตรงนี้ แล้วเราต้อง trust 577 00:33:31,809 --> 00:33:35,194 (กำหนดให้เชื่อถือ) โฟลเดอร์ แล้วเราก็เข้าถึง 578 00:33:35,194 --> 00:33:38,579 Claude ได้เลย เพียงแต่เป็นอีกบริบทหนึ่งครับ. 579 00:33:38,579 --> 00:33:41,194 ผมพูดว่า "เฮ้" มันก็ตอบกลับมาครับ. 580 00:33:41,194 --> 00:33:47,272 เรามี slash commands ตรงนี้ พิมพ์ context ตัวอย่างเช่น มันก็ให้คำตอบกลับมาครับ. 581 00:33:47,272 --> 00:33:53,042 และเราทำได้ทุกอย่างที่ทำใน Anti-Gravity ได้ แค่ทำใน terminal ตรงนี้แทนครับ. 582 00:33:53,042 --> 00:33:55,812 ส่วนตัวผมไม่ค่อยชอบใช้อันนี้เท่าไหร่ 583 00:33:55,812 --> 00:33:58,658 เพราะเราสามารถรันทุกอย่างใน interface 584 00:33:58,658 --> 00:34:02,043 (ส่วนติดต่อผู้ใช้) ที่ดีกว่าเยอะจากใน Claude 585 00:34:02,043 --> 00:34:03,135 Code ได้ครับ. 586 00:34:03,135 --> 00:34:08,751 และเกือบทุกครั้งที่ต้องใช้ terminal เราแค่ขอให้ Claude ทำแทนเราก็ได้ครับ. 587 00:34:08,751 --> 00:34:14,983 ไม่ต้องเปิดเอง เราแค่บอก Claude ว่า "เฮ้ ทำอะไรนี้ให้ผมหน่อย" แล้วมันก็ทำให้ครับ. 588 00:34:14,983 --> 00:34:18,060 ถ้าเราต้องใช้ terminal ภายในโปรแกรมอย่าง 589 00:34:18,060 --> 00:34:20,907 Anti-Gravity หรือ VS Code หรือ Cursor 590 00:34:20,907 --> 00:34:23,753 เราก็ขึ้นไปด้านบนแล้วกดเปิดมันได้เสมอ 591 00:34:23,753 --> 00:34:25,676 แล้วเราก็เข้าถึง terminal 592 00:34:25,676 --> 00:34:28,523 ตรงนี้เพื่อทำอะไรก็ได้ที่ต้องการครับ. 593 00:34:28,523 --> 00:34:29,615 มีอยู่จริง ๆ 594 00:34:29,615 --> 00:34:36,308 นะครับ และเป็นเรื่องหายาก แต่ก็มีบางกรณีที่ Claude ต้องให้เราเข้าไปใน terminal เองครับ. 595 00:34:36,308 --> 00:34:40,770 มันสามารถแนะนำเราทีละขั้นตอนได้ระหว่างที่เราโต้ตอบกันครับ. 596 00:34:40,770 --> 00:34:44,309 เราเปิด terminal ทำสิ่งที่จำเป็น แล้วก็จบครับ. 597 00:34:44,309 --> 00:34:48,079 หมดเท่านี้สำหรับวิดีโอนี้ครับ ขอบคุณที่รับชมครับ. 598 00:34:48,079 --> 00:34:50,771 หวังว่าทุกคนคงได้ประโยชน์กันนะครับ. 599 00:34:50,771 --> 00:34:55,080 ถ้าได้ประโยชน์อย่าลืมกด subscribe และกด like ด้วยนะครับ. 600 00:34:55,080 --> 00:34:58,311 ผมมี community (ชุมชน) ฟรีอีกด้วย ที่ผมแจก 601 00:34:58,311 --> 00:35:01,542 YouTube blueprints (พิมพ์เขียว) ทั้งหมดฟรี 602 00:35:01,542 --> 00:35:04,927 เพื่อทำธุรกิจและชีวิตของคุณให้อัตโนมัติครับ. 603 00:35:04,927 --> 00:35:11,159 และผมมี community แบบเสียเงินด้วย ที่มีสอง transformations (การเปลี่ยนผ่าน) ครับ. 604 00:35:11,159 --> 00:35:14,236 อันแรกสำหรับคนที่อยากสร้าง AI automation 605 00:35:14,236 --> 00:35:16,775 agency (เอเจนซี่ระบบอัตโนมัติ AI) 606 00:35:16,775 --> 00:35:18,621 เป็นธุรกิจของตัวเองครับ. 607 00:35:18,621 --> 00:35:24,083 ผมจะแสดงให้เห็นว่าในกรอบเวลาที่สั้นที่สุดคุณจะหาลูกค้าและปิดดีลแรกภายใน 608 00:35:24,083 --> 00:35:26,468 30 วันหรือน้อยกว่าได้ยังไงครับ. 609 00:35:26,468 --> 00:35:32,931 มีคนนับร้อยที่ทำสำเร็จมาแล้ว รวมถึงคนที่ไม่มีประสบการณ์ฟรีแลนซ์หรือธุรกิจมาก่อนครับ. 610 00:35:32,931 --> 00:35:37,700 และ transformation ที่สองสำหรับพวกคุณที่เป็นเจ้าของธุรกิจครับ. 611 00:35:37,700 --> 00:35:39,085 ผมจะให้ blueprints 612 00:35:39,085 --> 00:35:41,932 ที่แท้จริงที่ทำให้ผมโตถึงระดับ 7 หลัก 613 00:35:41,932 --> 00:35:44,009 และทำธุรกิจให้อัตโนมัติ 80% 614 00:35:44,009 --> 00:35:46,855 ด้วยเครื่องมืออย่าง Claude Code ครับ. 615 00:35:46,855 --> 00:35:52,010 แน่นอนว่าพอคุณผ่าน transformations เหล่านี้ไป มันไม่ใช่เส้นทางตรง ๆ 616 00:35:52,010 --> 00:35:55,164 คุณจะเจอ setbacks (อุปสรรค) และมี calls 7 617 00:35:55,164 --> 00:36:00,550 ครั้งทุกสัปดาห์ที่เราโดนเข้าไปคุยกันไปมาเพื่อแก้ปัญหาที่คุณติดขัดครับ. 618 00:36:00,550 --> 00:36:07,012 และถ้าคุณไม่อยากต้องลงมือทำสิ่งเหล่านี้เอง ผมมี agency ที่ช่วยคุณได้ครบทุกอย่างครับ. 619 00:36:07,012 --> 00:36:10,320 ขอบคุณทุกคนที่รับชม แล้วเจอกันคลิปหน้าครับ.